KBANKชี้โอกาสลงทุนในหุ้นจีน

เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง มองจีนยังอยู่แถวหน้า ชี้โอกาสครั้งสำคัญกับการลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุน K-CCTV รับทิศทางของจีนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่น หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

jumbo jili

นางสาวศิริพร สุวรรณการ Managing Director – Financial Advisory Head Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง และบลจ. กสิกรไทย มองเห็นศักยภาพของตลาดหุ้นจีน A-Shares ที่จะเป็นแหล่งสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุนได้ รวมทั้งการเปิดเสรีตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง และการที่ Morgan Stanley Capital International (MSCI) บริษัทจัดทำดัชนีราคาหุ้นชั้นนำของโลก ได้รวมหุ้นจีน A-Shares ในการคำนวณดัชนีตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Markets Index) นั่นหมายถึง การเปิดประตูให้นักลงทุนนอกประเทศจีน ทำให้มีทั้งสภาพคล่องและความเชื่อมั่นมากขึ้น

ขณะเดียวกันความเสี่ยงยังคงมีมาก เมื่อจีนกำลังท้าทายมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ทั้งในเรื่องของธุรกิจการค้า ตลาดการเงิน รวมทั้งเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่เพียงความล้ำสมัย แต่หมายถึงการเข้าถึงข้อมูลและความมั่นคงของชาติ จึงเป็นที่มาของการออกแบบกลยุทธ์การจัดการกองทุน K-CCTV ที่มีความโดดเด่น 2 ข้อ คือ

1) เป็นกองทุนหุ้นจีน A-Shares เดียวในไทยที่มีกลไกควบคุมความเสี่ยง หากตลาดหุ้นจีนมีความผันผวนสูงขึ้น กองทุนสามารถเปลี่ยนมาถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่ม จึงช่วยลดความเสี่ยงขาลงได้ระดับหนึ่ง

2) สร้างผลตอบแทนจากการจัดการเชิงรุก (Active Management) ผ่านการคัดเลือกกองทุนหลักจากสองผู้จัดการกองทุนระดับโลก ที่คร่ำหวอดในตลาดหุ้นจีนและสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้ง UBS Asset Management และ Schroders ซึ่งกองทุนหลักทั้งสองมีกลยุทธ์ต่างกัน จะช่วยเพิ่มความหลากหลายในแหล่งที่มาของผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยง

ตั้งแต่จัดตั้ง กองทุน K-CCTV ให้ผลตอบแทนที่ประมาณ 62% และแม้วิกฤตโรคโควิด-19 จะเริ่มต้นจากจีน แต่จีนสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที ทำให้สามารถส่งผ่านผลตอบแทนมาที่กองทุนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ประมาณ 22% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2563)

สล็อต

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษาและอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากแผนกลยุทธ์ของจีนฉบับที่ 14 (ปี 2564 – 2568) มี 3 คำสำคัญ ได้แก่ 1) Dual circulation – คือใช้เศรษฐกิจภายในเป็นแกนกลางเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายนอก ใช้พลังการบริโภคอันมหาศาลในประเทศ สร้างเป็นวิสัยทัศน์ Globalization 2.0 หรือโลกาภิวัฒน์ยุคใหม่ เปลี่ยนจากโลกออฟไลน์สู่การค้าดิจิทัล จากการเติบโตของบริษัทขนาดใหญ่เป็นขนาดกลางและเล็ก จากบทบาทของประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา และเปลี่ยนผู้กำหนดกฎ กติกาจากสหรัฐฯ เป็นจีน เพราะกติกากำหนดโดยผู้บริโภค

2) China 5.0 – ต่อยอดเทคโนโลยีดิจิตอลสู่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) 5G และ Internet of Things จากข้อได้เปรียบที่ตลาดจีนเป็นผู้บริโภคออนไลน์ขนาดใหญ่ จึงมีข้อมูลมหาศาล

3) Clean energy – จีนตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องทำให้ได้ภายในปี 2603 คือจีนจะเป็นประเทศปลอดคาร์บอน (Carbon Neutrality) อย่างไรก็ตาม จีนยังมีความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วิกฤตการเงิน และเทคโนโลยีที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะมีพลังในการสร้างสรรค์แค่ไหน

สล็อตออนไลน์

ด้านผู้จัดการกองทุน นายเจีย ซ่ง จาก UBS Asset Management กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะอยู่อีกนาน นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกแต่ก็ไม่ควรประมาท ความสำเร็จของการลงทุนที่ผ่านมาเกิดจากการใช้โอกาสในช่วงตลาดผันผวนเข้าสะสมหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากกลยุทธ์ของจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเน้นภาคลงทุนสู่การบริโภคและบริการ ตัวอย่างปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาวที่เป็นตัวบ่งชี้ธุรกิจผู้ชนะ (Long term winner) ได้แก่ 1) การยกระดับการบริโภคด้วยสินค้าคุณภาพและราคาสูงขึ้น 2) การขยายตัวของเมืองและความเจริญ 3) นวัตกรรมและการสร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติ และ 4) การรองรับตลาดผู้สูงอายุ

ขณะที่ นางสาวดิออน เฉิง จาก Schroders กล่าวว่า ปีนี้ ตลาดหุ้นจีนให้ผลตอบแทนดีเพราะความสำเร็จของการควบคุมโรคโควิด-19 และเศรษฐกิจฟื้นกลับมาเร็ว ตัวเลข GDP ในอนาคตอาจดูไม่สูงเพราะแรงฉุดจากธุรกิจยุคเก่าเช่น สถาบันการเงิน และโภคภัณฑ์ แต่ธุรกิจยุคใหม่ในอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหรือวิถีชีวิตยุคใหม่ เช่น เทคโนโลยี และการดูแลรักษาสุขภาพ จะยังเติบโตได้ดี สำหรับผลงานของกองทุนที่โดดเด่นในปีนี้มาจากการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่ตอบสนองต่อการยกมาตรฐานอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าจากกรณีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ รวมทั้งสินค้าและบริการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

jumboslot

นางสาวศิริพร ย้ำว่า ภายใต้ลักษณะเฉพาะและโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นจีน ประกอบกับความสามารถของทีมผู้จัดการกองทุนในการคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจ กระจายความเสี่ยง และจัดการความผันผวน จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาวด้วยการลงทุนในกองทุน K-CCTV

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเปิดเสนอขาย กองทุนเปิดกรุงไทย โกลบอล ฟิกซ์ อินคัม 1Y10 (KTGF1Y10) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนในซีรีส์ของกองทุนตราสารหนี้ อายุโครงการประมาณ 1 ปี ที่เปิดระดมทุนมาแล้วนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดย บลจ.กรุงไทยยังคงเชื่อว่าอาจมีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้จะมีแนวโน้มปรับตัวชันขึ้นจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และผลสืบเนื่องจากการประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และย้ำว่าเป็นจังหวะเหมาะที่นักลงทุนจะถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 1 ปี อย่างกองทุน KTGF1Y10 ที่นอกจากจะเน้นการได้รับผลตอบแทนในจำนวนเงินที่แน่นอน หรือรักษาเงินต้นให้อยู่ครบแล้ว ยังเป็นทางเลือกในการช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโออีกด้วย

slot

กองทุนเปิดกรุงไทย โกลบอล ฟิกซ์ อินคัม 1Y10 เป็นกองทุนตราสารหนี้ โดยจะลงทุนในทรัพย์สินประเภทตราสารหนี้รวมกันทุกขณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก และ/หรือตราสารการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (investment grade) และ/หรือลงทุนในหน่วย CIS ของกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในทรัพย์สินประเภทตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม กองทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารแห่งหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) และ/หรือตราสารแห่งหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Securities) ไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน