ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่ใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุน โดยผู้ออกตราสารหนี้จะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ที่กู้ยืมเงินจาก “เจ้าหนี้” หรือผู้ซื้อตราสารหนี้ที่มักจะเรียกกันว่า “ผู้ลงทุน” ในการออกตราสารหนี้จะมีการกำหนดอายุ วันชำระดอกเบี้ยและเงินต้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้ผู้ลงทุนตั้งแต่เวลาที่ออกตราสารหนี้ ตราสารหนี้ยังมีสภาพคล่องสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยในประเทศไทยการซื้อขายจะผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เป็นการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหรือที่เรียกว่า Over-the-Counter

jumbo jili

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น

กรณีแบ่งตามประเภทผู้ออก สามารถแบ่งออกเป็น
• ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก ได้แก่
– พันธบัตร (Bond) ซึ่งจะมีชื่อเรียกตามผู้ออก เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศ หรือพันธบัตรการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พันธบัตรรัฐวิสาหกิจบางแห่งได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
– ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เป็นผู้ออก
• ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ แต่ต้องผ่านการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่
– หุ้นกู้ (Debenture)
– ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E)

ในต่างประเทศ Bond ใช้เรียกทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน และบางกรณีใช้คำว่า Debenture

กรณีแบ่งตามอายุของตราสาร
• ตราสารหนี้ระยะยาว หมายถึง ตราสารหนี้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งตราสารหนี้ที่จัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะยาวได้แก่ พันธบัตร หุ้นกู้
• ตราสารหนี้ระยะสั้น หมายถึง ตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกินหรือเท่ากับ 1 ปี ได้แก่
– ตั๋วเงินคลังที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้น
– B/E อยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะโดยปกติมีอายุไม่เกิน 270 วัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีบริษัทเอกชนออก B/E ระยะยาวด้วย

สล็อต

กรณีแบ่งตามวิธีการจ่ายดอกเบี้ย
• จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Coupon Bond) โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ตามงวดที่กำหนดไว้แต่แรก ซึ่งมักจะกำหนดไว้ที่ปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน
• กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ (Zero-Coupon Bond) จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด โดยมักขายที่ราคาคิดลด (Discount Price) และผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเมื่อครบกำหนดอายุ
• กำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Bond) จะจ่ายดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่กำหนด เช่น BIBOR หรือ THBFIX เป็นต้น

การระดมทุนด้วยตราสารหนี้
ผู้ออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ภาครัฐบาล และภาคธุรกิจเอกชน การระดมทุนของบริษัทในภาคธุรกิจโดยการออกตราสารหนี้จะมีต้นทุนต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคารเนื่องจากไม่ต้องผ่านตัวกลาง ในช่วงที่ผ่านมาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำ บริษัทภาคเอกชนไทยจึงหันมาระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สล็อตออนไลน์

ในปี 2560 มูลค่าการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ คิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าการกู้ยืมเงินทั้งหมดของภาคเอกชน เปรียบเทียบกับปี 2548 ที่การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น สำหรับการซื้อหรือลงทุนในตราสารหนี้จากบริษัทที่ระดมทุนโดยตรง ในลักษณะนี้จะเรียกว่าการซื้อขายหรือการลงทุนตราสารหนี้ใน “ตลาดแรก” หรือ Primary Market ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารหนี้สามารถเสนอขายได้ทั้งขายประชาชนทั่วไป ขายให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือนักลงทุนสถาบันตามคำจำกัดความที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงาน ก.ล.ต.

รายงานประจำปี 2560 ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเปิดเผยว่า มูลค่าการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ในตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสูงถึง 9.08 ล้านล้านบาท โดยเป็นการออกพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 5.89 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ตราสารหนี้ภาคเอกชน (corporate bond) มูลค่า 1.58 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะยาว 7.81 แสนล้านบาท และหุ้นกู้ระยะสั้นรวมตั๋วแลกเงิน 7.98 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2560 มูลค่าการออกพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 7.07 แสนล้านบาท พันธบัตรรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 1.56 แสนล้านบาท และตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันต่างประเทศ 2 หมื่นล้านบาท

การระดมทุนด้วยตราสารหนี้มีข้อดีดังนี้

jumboslot

มีความยืดหยุ่นในการระดมทุน กล่าวคือ
• สามารถกำหนดจำนวนเงินและระยะเวลาการใช้เงินให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตของผู้ออก ทำให้สามารถบริหารจัดการให้สอดคล้องกันได้ ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการออก สามารถแบ่งย่อยได้ ไม่ว่าจะเป็น 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์กระแสเงินสดของธุรกิจที่บริษัทจะได้ ว่าเป็นช่วงใด หรืออาจจะเลือกเป็นระดมทุนครั้งเดียว แต่ทยอยจ่ายคืนเงินต้นได้ (Amortization)
• สามารถออกตราสารหนี้ในเงินสกุลต่างประเทศได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในตัวเอง (Natural Hedge) เช่น บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ มีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ ก็สามารถออกตราสารหนี้เพื่อกู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศได้ ตราสารหนี้ที่ออกในสกุลเงินต่างประเทศ มักเรียกกันว่า หุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์

ต้นทุนการเงิน (Cost of Fund) ต่ำ ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำปัจจุบันเป็นทางเลือกให้ผู้ที่จะระดมทุนมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจถูกลง เนื่องจากไม่ต้องมีตัวกลาง ค่าใช้จ่ายในการระดมทุนจึงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการกู้เงินจากธนาคาร เพราะธนาคารจะมีค่าดำเนินการ ต้นทุนการเงินของผู้ออกคือ อัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้กับผู้ลงทุน โดยปกติจะใช้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเป็นดอกเบี้ยอ้างอิง เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลเป็นพันธบัตรที่ไม่มีความเสี่ยง (Risk Free) แต่ผู้ออกอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่ารัฐบาล ตราสารหนี้ที่เสนอขายจึงมีความเสี่ยงมากกว่ารัฐบาล จึงต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่ผู้ลงทุนเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ออกจึงต้องบวกส่วนต่าง (Spread) เพิ่มขึ้น เพื่อจูงใจให้ลงทุน
Spread คือ ราคาหรือผลตอบแทนที่ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่วนต่างที่จะบวกเพิ่มเข้าไปในตราสารหนี้แต่ละรุ่นจะแตกต่างกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง High Risk High Return กล่าวคือ เมื่อตราสารหนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้นก็จะต้องให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ผลตอบแทนที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหมายถึง Spread ที่ต้องเพิ่มขึ้นนั่นเอง ปัจจัยหลักๆ ที่มีผลต่อการกำหนด Spread ได้แก่

slot

ความน่าเชื่อถือของผู้ออก
ความน่าเชื่อถือของผู้ออกสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกที่เป็นผู้กู้ยืมเงิน นโยบายการบริหารและสถานะการเงินของบริษัทหรือผู้ออกแต่ละรายแตกต่างกัน จึงมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน Spread ที่บวกเพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้นเมื่อความน่าเชื่อถือของผู้ออกต่ำ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ออกจะผิดนัดชำระหนี้ โดยส่วนใหญ่อันดับความน่าเชื่อถือจะแบ่งออกเป็นระดับ เช่น AAA หมายถึงอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงสุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่ไม่ชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้น ส่วนใหญ่จะให้กับประเทศ หรือกับบริษัทขนาดใหญ่

บริษัทเอกชน ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กสามารถใช้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนได้ทั้งนั้น แต่ควรมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหากไม่มีการจัดอันดับในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชน ต้นทุนการออกตราสารหนี้อาจจะแพง ยกเว้นว่าต้องการที่จะออกขายในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อน แม้จะมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีแต่ผู้ลงทุนไม่รู้จัก ก็อาจจะต้องให้ Spread ที่สูงกว่า เช่นเดียวกับบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ Spread จะกว้างขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเข้ามาซื้อ แม้แต่บริษัทที่ประชาชนรู้จักอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาก่อนและต้องการที่จะออกตราสารหนี้ ก็ควรที่จะมีการวิเคราะห์สถานะการเงินและประเมินความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ต้นทุนการระดมทุนนั้นสอดคล้องกับฐานะของผู้ออก

บริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ที่ Credit Rating เดียวกัน มีโอกาสที่ Spread จะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะซื้อและปริมาณที่จะขาย ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทใหญ่ที่ Credit Rating ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีการออกตราสารหนี้ในปริมาณมากและออกขายหลายครั้งแล้ว ผู้ลงทุนที่เคยลงทุนหรือผู้ลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วอาจจะไม่ให้ความสนใจอีก ดังนั้น Spread อาจจะเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจ ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับบริษัทเล็กที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อนและมี Credit Rating เท่ากับบริษัทใหญ่ เมื่อเสนอขายตราสารหนี้ก็อาจจะมีโอกาสได้ต้นทุนที่เท่ากับหรือต่ำกว่าบริษัทใหญ่ก็ได้ เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่ใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุน โดยผู้ออกตราสารหนี้จะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ที่กู้ยืมเงินจาก “เจ้าหนี้” หรือผู้ซื้อตราสารหนี้ที่มักจะเรียกกันว่า “ผู้ลงทุน” ในการออกตราสารหนี้จะมีการกำหนดอายุ วันชำระดอกเบี้ยและเงินต้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้ผู้ลงทุนตั้งแต่เวลาที่ออกตราสารหนี้ ตราสารหนี้ยังมีสภาพคล่องสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยในประเทศไทยการซื้อขายจะผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เป็นการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหรือที่เรียกว่า Over-the-Counter

jumbo jili

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น

กรณีแบ่งตามประเภทผู้ออก สามารถแบ่งออกเป็น
• ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก ได้แก่
– พันธบัตร (Bond) ซึ่งจะมีชื่อเรียกตามผู้ออก เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศ หรือพันธบัตรการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พันธบัตรรัฐวิสาหกิจบางแห่งได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
– ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เป็นผู้ออก
• ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ แต่ต้องผ่านการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่
– หุ้นกู้ (Debenture)
– ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E)

ในต่างประเทศ Bond ใช้เรียกทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน และบางกรณีใช้คำว่า Debenture

กรณีแบ่งตามอายุของตราสาร
• ตราสารหนี้ระยะยาว หมายถึง ตราสารหนี้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งตราสารหนี้ที่จัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะยาวได้แก่ พันธบัตร หุ้นกู้
• ตราสารหนี้ระยะสั้น หมายถึง ตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกินหรือเท่ากับ 1 ปี ได้แก่
– ตั๋วเงินคลังที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้น
– B/E อยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะโดยปกติมีอายุไม่เกิน 270 วัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีบริษัทเอกชนออก B/E ระยะยาวด้วย

สล็อต

กรณีแบ่งตามวิธีการจ่ายดอกเบี้ย
• จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Coupon Bond) โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ตามงวดที่กำหนดไว้แต่แรก ซึ่งมักจะกำหนดไว้ที่ปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน
• กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ (Zero-Coupon Bond) จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด โดยมักขายที่ราคาคิดลด (Discount Price) และผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเมื่อครบกำหนดอายุ
• กำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Bond) จะจ่ายดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่กำหนด เช่น BIBOR หรือ THBFIX เป็นต้น

การระดมทุนด้วยตราสารหนี้
ผู้ออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ภาครัฐบาล และภาคธุรกิจเอกชน การระดมทุนของบริษัทในภาคธุรกิจโดยการออกตราสารหนี้จะมีต้นทุนต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคารเนื่องจากไม่ต้องผ่านตัวกลาง ในช่วงที่ผ่านมาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำ บริษัทภาคเอกชนไทยจึงหันมาระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สล็อตออนไลน์

ในปี 2560 มูลค่าการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ คิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าการกู้ยืมเงินทั้งหมดของภาคเอกชน เปรียบเทียบกับปี 2548 ที่การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น สำหรับการซื้อหรือลงทุนในตราสารหนี้จากบริษัทที่ระดมทุนโดยตรง ในลักษณะนี้จะเรียกว่าการซื้อขายหรือการลงทุนตราสารหนี้ใน “ตลาดแรก” หรือ Primary Market ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารหนี้สามารถเสนอขายได้ทั้งขายประชาชนทั่วไป ขายให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือนักลงทุนสถาบันตามคำจำกัดความที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงาน ก.ล.ต.

รายงานประจำปี 2560 ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเปิดเผยว่า มูลค่าการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ในตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสูงถึง 9.08 ล้านล้านบาท โดยเป็นการออกพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 5.89 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ตราสารหนี้ภาคเอกชน (corporate bond) มูลค่า 1.58 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะยาว 7.81 แสนล้านบาท และหุ้นกู้ระยะสั้นรวมตั๋วแลกเงิน 7.98 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2560 มูลค่าการออกพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 7.07 แสนล้านบาท พันธบัตรรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 1.56 แสนล้านบาท และตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันต่างประเทศ 2 หมื่นล้านบาท

การระดมทุนด้วยตราสารหนี้มีข้อดีดังนี้

jumboslot

มีความยืดหยุ่นในการระดมทุน กล่าวคือ
• สามารถกำหนดจำนวนเงินและระยะเวลาการใช้เงินให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตของผู้ออก ทำให้สามารถบริหารจัดการให้สอดคล้องกันได้ ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการออก สามารถแบ่งย่อยได้ ไม่ว่าจะเป็น 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์กระแสเงินสดของธุรกิจที่บริษัทจะได้ ว่าเป็นช่วงใด หรืออาจจะเลือกเป็นระดมทุนครั้งเดียว แต่ทยอยจ่ายคืนเงินต้นได้ (Amortization)
• สามารถออกตราสารหนี้ในเงินสกุลต่างประเทศได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในตัวเอง (Natural Hedge) เช่น บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ มีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ ก็สามารถออกตราสารหนี้เพื่อกู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศได้ ตราสารหนี้ที่ออกในสกุลเงินต่างประเทศ มักเรียกกันว่า หุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์

ต้นทุนการเงิน (Cost of Fund) ต่ำ ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำปัจจุบันเป็นทางเลือกให้ผู้ที่จะระดมทุนมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจถูกลง เนื่องจากไม่ต้องมีตัวกลาง ค่าใช้จ่ายในการระดมทุนจึงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการกู้เงินจากธนาคาร เพราะธนาคารจะมีค่าดำเนินการ ต้นทุนการเงินของผู้ออกคือ อัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้กับผู้ลงทุน โดยปกติจะใช้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเป็นดอกเบี้ยอ้างอิง เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลเป็นพันธบัตรที่ไม่มีความเสี่ยง (Risk Free) แต่ผู้ออกอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่ารัฐบาล ตราสารหนี้ที่เสนอขายจึงมีความเสี่ยงมากกว่ารัฐบาล จึงต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่ผู้ลงทุนเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ออกจึงต้องบวกส่วนต่าง (Spread) เพิ่มขึ้น เพื่อจูงใจให้ลงทุน
Spread คือ ราคาหรือผลตอบแทนที่ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่วนต่างที่จะบวกเพิ่มเข้าไปในตราสารหนี้แต่ละรุ่นจะแตกต่างกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง High Risk High Return กล่าวคือ เมื่อตราสารหนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้นก็จะต้องให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ผลตอบแทนที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหมายถึง Spread ที่ต้องเพิ่มขึ้นนั่นเอง ปัจจัยหลักๆ ที่มีผลต่อการกำหนด Spread ได้แก่

slot

ความน่าเชื่อถือของผู้ออก
ความน่าเชื่อถือของผู้ออกสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกที่เป็นผู้กู้ยืมเงิน นโยบายการบริหารและสถานะการเงินของบริษัทหรือผู้ออกแต่ละรายแตกต่างกัน จึงมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน Spread ที่บวกเพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้นเมื่อความน่าเชื่อถือของผู้ออกต่ำ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ออกจะผิดนัดชำระหนี้ โดยส่วนใหญ่อันดับความน่าเชื่อถือจะแบ่งออกเป็นระดับ เช่น AAA หมายถึงอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงสุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่ไม่ชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้น ส่วนใหญ่จะให้กับประเทศ หรือกับบริษัทขนาดใหญ่

บริษัทเอกชน ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กสามารถใช้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนได้ทั้งนั้น แต่ควรมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหากไม่มีการจัดอันดับในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชน ต้นทุนการออกตราสารหนี้อาจจะแพง ยกเว้นว่าต้องการที่จะออกขายในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อน แม้จะมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีแต่ผู้ลงทุนไม่รู้จัก ก็อาจจะต้องให้ Spread ที่สูงกว่า เช่นเดียวกับบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ Spread จะกว้างขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเข้ามาซื้อ แม้แต่บริษัทที่ประชาชนรู้จักอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาก่อนและต้องการที่จะออกตราสารหนี้ ก็ควรที่จะมีการวิเคราะห์สถานะการเงินและประเมินความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ต้นทุนการระดมทุนนั้นสอดคล้องกับฐานะของผู้ออก

บริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ที่ Credit Rating เดียวกัน มีโอกาสที่ Spread จะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะซื้อและปริมาณที่จะขาย ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทใหญ่ที่ Credit Rating ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีการออกตราสารหนี้ในปริมาณมากและออกขายหลายครั้งแล้ว ผู้ลงทุนที่เคยลงทุนหรือผู้ลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วอาจจะไม่ให้ความสนใจอีก ดังนั้น Spread อาจจะเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจ ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับบริษัทเล็กที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อนและมี Credit Rating เท่ากับบริษัทใหญ่ เมื่อเสนอขายตราสารหนี้ก็อาจจะมีโอกาสได้ต้นทุนที่เท่ากับหรือต่ำกว่าบริษัทใหญ่ก็ได้ เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่