ดอกเบี้ยขยับ ต้องปรับพอร์ตตราสารหนี้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนในตราสารหนี้ต่างมีความสุขกับผลตอบแทนที่ได้รับ เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยต้นปีที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้ามาราว 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดถือครองของนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 9.3 แสนล้านบาท

jumbo jili

แต่แล้วหลังจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ได้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลต่อความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ และเริ่มทยอยขายออกอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกา

ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.50 – 1.75% เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 3% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะเดียวกันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5%

ถ้าดูจากตัวเลขที่ปรากฏ ดูเหมือนว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐฯ น่าสนใจมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ของไทย จึงทำให้เกิดแรงขายในตราสารหนี้ของไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับ Bond Yield อายุ 10 ปี ของไทยที่เพิ่มขึ้นสู่จุดที่มากกว่า 2.5% ในรอบ 9 เดือน และ Bond Yield อายุ 2 ปี ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2016 ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงตัวที่ 1.5%

สล็อต

ด้วยแรงขายตราสารหนี้ของไทยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยตรง เนื่องจากความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยกับราคาของตราสารหนี้จะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นราคาของตราสารหนี้จะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ปรับลดลงเมื่อ Mark-to-market หรือการประเมินมูลค่าเมื่อสิ้นวันทำการ

ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ อธิบายว่าถ้าพิจารณาให้ดีผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด เนื่องจากผลตอบแทนของการลงทุนจะต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อด้วย เพื่อสะท้อนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) จากการลงทุน

นั่นคือ Real Yield มักจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยแบบทั่วไป (Nominal Yield) ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุน ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อของสกุลเงินในตราสารนั้นๆ เช่น Bond Yield 10 ปี ของพันธบัตรสหรัฐฯ คือ 2.9% หากหักด้วยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันที่ 2.4% จะได้ Real Yield เพียง 0.5% ขณะที่ Bond Yield 10 ปี ของพันธบัตรไทย คือ 2.5% เมื่อหักด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทย 1.07% จะได้ Real Yield เท่ากับ 1.43%

“ดังนั้น หากคำนึงถึงผลตอบแทนที่แท้จริง ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังคงน่าสนใจอยู่เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา” ณัฐกฤติ กล่าว

สล็อตออนไลน์

ปัจจัยที่ทำให้ Bond Yield ปรับขึ้น ณัฐกฤติกล่าวว่ามาจากอัตราเงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมให้ขยายตัวต่อเนื่องและอยู่ในระยะยาวได้

“ถ้าดูภาวะตลาดดอกเบี้ยในต่างประเทศจะเห็นว่ามีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน นำโดยสหรัฐอเมริกา และปีนี้คาดว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง ทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะ Bond Yield เป็นตัวหนึ่งที่สะท้อนต้นทุนของผู้ประกอบการ เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้หรือไม่ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ขยับเข้าสู่ระดับ 2% ทำให้เฟดก็ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐอเมริกาขยับขึ้น” ณัฐกฤติ อธิบาย

อีกปัจจัยก็คือ Demand และ Supply ของตลาดตราสารหนี้ ซึ่ง Demand มาจากฝั่งของนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุน เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ หรือต้องการพักเงินทุนในกรณีตลาดหุ้นที่มีความไม่แน่นอนในการลงทุน ส่วน Supply ของตราสารหนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากภาครัฐที่ออกตราสารทางการเงิน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้เปิดประมูลพันธบัตรรวมมูลค่าสูงถึง 2.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

jumboslot

มีคำถามว่า Bond Yield ปรับขึ้นระดับไหนที่ต้องระวัง หากดูเฉพาะ Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา หากปรับขึ้นสูงกว่าระดับ 3% ถือเป็นจุดทางเทคนิคที่จะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ปัจจุบันแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่มีทิศทางอยู่ในขาลงมากว่า 30 ปีจะเริ่มกลับเป็นขาขึ้น และในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน

slot

ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม เพราะตามทฤษฎีการเงิน ดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ในตลาดถือเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญซึ่งต้องใช้ในการคำนวณอัตราคิดลดหรือ Discount Rate เพื่อนำไปใช้คำนวณมูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด โดย Discount Rate ที่สูงขึ้นจะส่งผลให้มูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ลดลง

สรุปก็คือ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกดดันให้ค่า P/E Ratio ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นลดลง ซึ่ง P/E Ratio ของตลาดจะถูกกดดันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของ Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา

ตลาดตราสารหนี้

​​​การซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำได้ทั้งจากตลาดแรกและตลาดรอง ดังนี้

jumbo jili

ตลาดแรก (Primary Market)
การซื้อขายในตลาดแรกจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกตราสารหนี้ทำการขายตราสารหนี้ให้แก่นักลงทุนในตลาดเป็นครั้งแรก แบ่งออกเป็น

​1. การจำหน่ายให้ผู้ซื้อรายย่อย
มีวัตถุประสงค์เพื่อการออมเงินผู้มีสิทธิซื้อประกอบด้วยบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทยหรือที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร ในการจำหน่ายแต่ละครั้งผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารออมสินเป็นตัวแทนจำหน่ายโดย ธปท. เป็นผู้กำกับดูแลการจัดจำหน่าย นายทะเบียน และตัวแทนการจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยและต้นเงิน

  1. การจำหน่ายให้แก่นักลงทุนสถาบันด้วยวิธีการประมูล​​
    ​ในปัจจุบัน ธปท. เปิดให้มีการประมูล 2 แบบ คือ

สล็อต

​2.1 การประมูลแบบแข่งขันราคา (Competitive Bid) ​
หมายถึง การเสนอประมูลอัตราผลตอบแทน และจำนวนเงินที่ต้องการ ซึ่งผู้มีสิทธิเข้าประมูลที่เสนออัตราผลตอบแทนต่ำสุดจะได้รับการจัดสรรวงเงินก่อน แล้วจึงจัดสรรให้ผู้มีสิทธิเข้าประมูลที่เสนออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นไปตามลำดับจนครบวงเงินที่ออกจำหน่ายราคาที่ต้องชำระสำหรับการประมูลแบบนี้ คำนวณจากอัตราผลตอบแทนที่เสนอ ดังนั้นจำนวนเงินที่แต่ละรายต้องชำระจึงแตกต่างกัน

2.2 การประมูลแบบไม่แข่งขันราคา (Non-Competitive Bid) ​​
หมายถึง การเสนอซื้อในจำนวนเงินที่ต้องการ โดยอัตราผลตอบแทนที่ผู้มีสิทธิเข้าเสนอซื้อและได้รับจัดสรรทุกราย จะเท่ากับอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยในการประมูลแบบแข่งขันราคาที่จัดจำหน่ายในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเข้าประมูลและผู้มีสิทธิเข้าเสนอซื้อ จะกำหนดไว้ในประกาศการจำหน่ายตราสารหนี้รุ่นนั้น ๆ ราคาที่ต้องชำระ คำนวณจากอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้จากการประมูลแบบแข่งขันราคา ซึ่ง ธปท. จะประกาศอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ พร้อมทั้งอัตราต่ำสุด-สูงสุด ทางเว็บไซต์ของ ธปท. และผ่านระบบ e-Bidding​

สล็อตออนไลน์

ตลาดรอง (Secondary Market)
ตลาดรอง หมายถึง ตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำการซื้อขายตราสารหนี้หลังจากที่ได้มีการซื้อขายในตลาดแรกเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายในตลาดรองคือนักลงทุนซึ่งถือครองตราสารหนี้อยู่ และต้องการขายตราสารหนี้ฉบับนั้นออกไป การซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองสามารถทำได้ดังนี้

การซื้อขายกันเอง หรือเรียกว่า Over the Counter : OTC ไม่มีสถานที่แน่นอน ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อเพื่อตกลงราคากันได้เอง หรืออาจติดต่อผ่านสถาบันการเงินโดยการเจรจาต่อรองทางโทรศัพท์ ราคาซื้อขายจึงขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

jumboslot

ในปัจจุบันสถาบันการเงินบางแห่งจะกำหนดราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Offer) ผ่านเว็บไซต์ของสถาบันการเงินนั้น ๆ สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะเสนอราคาซื้อขายแตกต่างกัน ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะต้องติดต่อสถาบันหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบราคา และอาจศึกษาเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) เพิ่มเติมเพื่อใช้เปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเสนอ
​การซื้อขายผ่านระบบ Bond Electronic Exchange : BEX ดำเนินการภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

slot

นักลงทุนที่ต้องการซื้อขายตราสารหนี้ผ่านระบบ BEX ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ คลิกเพื่อเรียกดูรายชื่อบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ วิธีการซื้อขายทำได้โดยนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อหรือขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดตราสารหนี้ของบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ แล้วเจ้าหน้าที่การตลาดฯ จะเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อหรือขายต่อเข้าไปยังระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ และแจ้งยืนยันผลการซื้อขายให้นักลงทุนทราบ

เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาล

​เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาล (Government Bond Yield Curve) คือ เส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้รัฐบาลในแต่ละช่วงอายุคงเหลือ (Time to Maturity : TTM) โดยที่ Yield คืออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุน

jumbo jili

มีหน่วยเป็นร้อยละต่อปี เช่น Yield ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เท่ากับร้อยละ 2.39 ต่อปี หมายถึงในแต่ละปี นักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรดังกล่าวจะได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 2.39 และ​Time to Maturity คือ อายุคงเหลือของตราสารหนี้โดยนับระยะเวลาตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงวันที่ตราสารหนี้ครบกำหนดไถ่ถอน เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ อายุ 10 ปี ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545 อายุคงเหลือของพันธบัตร ณ วันที่ 2 มกราคม 2552 คือ 3 ปี 8 เดือน 3

​​ภาพด้านล่างแสดงเส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาลที่ใช้ในประเทศไทย ณ วันที่ 8 มกราคม 2552 ซึ่งสร้างโดยสมาคมตล​​ตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Market Association : ThaiBMA)

สล็อต

จากภาพดังกล่าว หากนักลงทุนต้องการทราบว่าควรจะซื้อขาย ณ อัตราผลตอบแทนใดก็สามารถใช้เส้นอัตราผลตอบแทนมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจได้ เช่น ต้องการทราบว่าพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุคงเหลือ 5 ปี และ 10 ปี ในวันที่ 8 มกราคม 2552 ควรมีผลตอบแทนเท่าใด สามารถดูได้จากเส้นอัตราผลตอบแทนนี้ ซึ่งก็คือร้อยละ 2.39 และ 2.98 ตามลำดับ

เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาลนี้ นอกจากจะใช้ประกอบการพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลที่มีช่วงอายุคงเหลือต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังสามารถใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับตราสารหนี้อื่นที่ความเสี่ยงสูงกว่า โดยการบวกส่วนเพิ่ม (spread) เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น และยังใช้ในการคำนวณราคาเพื่อบันทึกมูลค่าทางบัญชีของตราสารหนี้ด้วย​​​

สล็อตออนไลน์

​​​​​การลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐมีความเสี่ยง ดังนี​้

  1. ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด (Interest Rate Risk หรือ Price Risk หรือ Market Risk)
    เนื่องจากราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ดังนั้น เมื่อนักลงทุนต้องการขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนด หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดในขณะที่จะขาย สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ถืออยู่ นักลงทุนอาจจะต้องยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตรา
  2. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน (Credit Risk หรือ Default Risk)
    เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ออกตราสารหนี้ผิดนัดชำระหรือไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากการถูกลดความน่าเชื่อถือในระหว่างที่ตราสารหนี้ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอน ตราสารหนี้ภาครัฐถือได้ว่าเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงชนิดนี้ต่ำมาก ดังนั้นอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจึงมักต่ำกว่าตราสารหนี้ภาคเอกชน​

jumboslot

  1. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
    คือ ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของการซื้อขายตราสารหนี้ ทำให้ไม่สามารถซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ หรือหากต้องการจะซื้อขายจริงอาจจะต้องมีการเพิ่มหรือลดราคา เพื่อดึงดูดให้มีการตกลงซื้อขายเกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ลงทุนถือตราสารหนี้ไปจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนก็จะไม่มีความเสี่ยงชนิดนี้เกิดขึ้น
  2. ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation Risk)
    คือ ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการลดลงของอำนาจซื้อ โดยปกติอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่มีการกำหนดเอาไว้คงที่ ซึ่งผลของเงินเฟ้อจะลดค่าของเงินลงทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวดและเงินต้นที่จะได้รับคืนในงวดสุดท้าย

slot

​​​การซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำได้ทั้งจากตลาดแรกและตลาดรอง ดังนี้

ตลาดแรก (Primary Market)
การซื้อขายในตลาดแรกจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกตราสารหนี้ทำการขายตราสารหนี้ให้แก่นักลงทุนในตลาดเป็นครั้งแรก แบ่งออกเป็น

​1. การจำหน่ายให้ผู้ซื้อรายย่อย
มีวัตถุประสงค์เพื่อการออมเงินผู้มีสิทธิซื้อประกอบด้วยบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทยหรือที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร ในการจำหน่ายแต่ละครั้งผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารออมสินเป็นตัวแทนจำหน่ายโดย ธปท. เป็นผู้กำกับดูแลการจัดจำหน่าย นายทะเบียน และตัวแทนการจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยและต้นเงิน

  1. การจำหน่ายให้แก่นักลงทุนสถาบันด้วยวิธีการประมูล​​
    ​ในปัจจุบัน ธปท. เปิดให้มีการประมูล 2 แบบ คือ

​2.1 การประมูลแบบแข่งขันราคา (Competitive Bid) ​
หมายถึง การเสนอประมูลอัตราผลตอบแทน และจำนวนเงินที่ต้องการ ซึ่งผู้มีสิทธิเข้าประมูลที่เสนออัตราผลตอบแทนต่ำสุดจะได้รับการจัดสรรวงเงินก่อน แล้วจึงจัดสรรให้ผู้มีสิทธิเข้าประมูลที่เสนออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นไปตามลำดับจนครบวงเงินที่ออกจำหน่ายราคาที่ต้องชำระสำหรับการประมูลแบบนี้ คำนวณจากอัตราผลตอบแทนที่เสนอ ดังนั้นจำนวนเงินที่แต่ละรายต้องชำระจึงแตกต่างกัน

2.2 การประมูลแบบไม่แข่งขันราคา (Non-Competitive Bid) ​​
หมายถึง การเสนอซื้อในจำนวนเงินที่ต้องการ โดยอัตราผลตอบแทนที่ผู้มีสิทธิเข้าเสนอซื้อและได้รับจัดสรรทุกราย จะเท่ากับอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยในการประมูลแบบแข่งขันราคาที่จัดจำหน่ายในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเข้าประมูลและผู้มีสิทธิเข้าเสนอซื้อ จะกำหนดไว้ในประกาศการจำหน่ายตราสารหนี้รุ่นนั้น ๆ ราคาที่ต้องชำระ คำนวณจากอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้จากการประมูลแบบแข่งขันราคา ซึ่ง ธปท. จะประกาศอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ พร้อมทั้งอัตราต่ำสุด-สูงสุด ทางเว็บไซต์ของ ธปท. และผ่านระบบ e-Bidding​

การประมาณราคาหรือมูลค่าของตราสารหนี้

ราคาหรือมูลค่าของตราสารหนี้ คือ มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินที่จะได้รับจากดอกเบี้ยในงวดที่เหลืออยู่และต้นเงินที่จะได้รับเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน หรือเรียกว่าเป็นการคำนวณราคาหรือมูลค่าตามเวลา (Time Value of Money) อาจคำนวณได้คร่าว ๆ ว่าควรจะสูงหรือต่ำกว่าราคาตรา โดยการเปรียบเทียบระหว่างอัตราดอกเบี้ยในตลาด (อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ) กับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) ​

jumbo jili

ตัวอย่างการประมาณราคาตราสารหนี้โดยเปรียบเทียบจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด
สมมติว่า มีตราสารหนี้ฉบับหนึ่ง ราคาตรา 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) กำหนดไว้ 6% ​

​​​​กรณีที่ 1 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเท่ากับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว 6%
ราคาของตราสารหนี้ฉบับนี้ควรเท่ากับราคาตราคือ 1,000 บาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว จึงไม่มีความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการซื้อตราสารหนี้ฉบับนี้กับการลงทุนประเภทอื่น ๆ ในตลาดขณะนั้น ​

กรณีที่ 2 อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงเหลือ 4%​
ราคาของตราสารหนี้ฉบับนี้ควรจะสูงกว่าราคาตรา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ผู้ซื้อจึงต้องยอมจ่ายสูงกว่าราคาตรา เพื่อจะได้รับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ 6% ซึ่งสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น ๆ ในตลาดขณะนั้นที่ให้ผลตอบแทนเพียง 4%

สล็อต

​​​​กรณีที่ 3 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8%
ราคาของตราสารหนี้ฉบับนี้ควรจะต่ำกว่าราคาตรา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ผู้ขายจึงต้องยอมขายต่ำกว่าราคาตรา เพราะหากผู้ซื้อเลือกที่จะไปลงทุนประเภทอื่น ๆ ในตลาดขณะนั้นจะได้รับผลตอบแทนถึง 8% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่กำหนดไว้เพียง 6%

ความแตกต่างระหว่าง Dirty Price กับ Clean Price
ราคาซื้อขายตราสารหนี้โดยปกติเป็นราคาที่รวมดอกเบี้ยค้างรับ (ดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาที่ผู้ขายควรจะได้รับจากการถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้นั้น นับแต่วันจ่ายดอกเบี้ยครั้งล่าสุดจนถึงวันที่ทำการซื้อขาย) เข้าไปด้วย เรียกว่า Dirty Price หรือ Gross Price ส่วนราคาที่ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับเรียกว่า Clean Price​

สล็อตออนไลน์

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้
นอกจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาของตราสารหนี้ เช่น อันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit rating ของตราสารรุ่นนั้น ๆ หรือของผู้ออกตราสารหนี้ หากตราสารหนี้หรือผู้ออกตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) ก็จะส่งผลให้นักลงทุนเรียกร้องอัตราผลตอบแทนในการลงทุนในตราสารหนี้นั้น ๆ สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง และจะส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้นั้นลดลง นอกจากนั้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น เช่น อัตราเงินเฟ้อ ก็ส่งผลถึงการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของตลาด ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องมาถึงราคาของตราสารหนี้เช่นเดียวกัน

jumboslot

การคำนวณราคาตราสารหนี้ ​​​
ผู้สนใจจะลงทุนซื้อหรือขายตราสารหนี้ภาครัฐ สามารถทดลองคำนวณราคาเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยใช้โปรแกรมการคำนวณราคาตราสารหนี้ที่จัดทำโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย : ThaiBMA หรือตลาดตราสารหนี้ : BEX

โปรแกรมคำนวณราคาตราสารหนี้ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
เครื่องคำนวณตราสารหนี้ของตลาดตราสารหนี้​

slot

ประโยชน์ของตราสารหนี้/_catalogs/masterpage/img/expand.png
​​​ในด้านภาพรวมและผู้ออกตราสารหนี้​
ลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ
เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงิน เนื่องจากผู้ออกตราสารสามารถกำหนดต้นทุนและระยะเวลาได้แน่นอน
เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อดูแลสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ
ในด้านผู้ถือกรรมสิทธิ์
ได้รับผลตอบแทนแน่นอนและสม่ำเสมอ
ใช้เป็นหลักประกันกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันการเงิน ในเรื่องต่าง ๆ เช่น
การประกวดราคา​
การจ้างทำงานต่าง ๆ เช่น ก่อสร้างอาคาร ถนน วางท่อระบายน้ำ จัดทำของที่ระลึก
การเบิกเงินล่วงหน้าในการจ้างงาน
การศึกษา การทำงานและการใช้สวัสดิการเงินกู้
การชำระค่ากระแสไฟฟ้า
ดำรงสินทรัพย์ตาม พรบ. ธุรกิจสถาบันการเงิน หรือ พรบ. การประกันภัย
การประกันตัวผู้ต้องหาทางคดีความ
การขอทุเลาการชำระภาษี
การกู้เงินหรือเบิกเกินบัญชี
การขอออกหนังสือค้ำประกัน​​
ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่
ดอกเบี้ย (Interest) ซึ่งผู้ออกตราสารต้องจ่ายให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ปกติจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง
ส่วนลด (Discount) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาซื้อ
กำไรหรือขาดทุนจากการขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน (Capital Gain or Capital Loss) ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างราคาขายกับราคาซื้อ

ผู้เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้และพันธบัตร

ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้และพันธบัตร แบ่งตามบทบาทที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

jumbo jili

  1. ผู้ออกตราสารหนี้ : ผู้ออกตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ ซึ่งเป็นภาระผูกพันทางกฎหมายระหว่าง เจ้าหนี้ กับ ลูกหนี้
    ลูกหนี้คือผู้ออกตราสารหนี้ เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ รัฐวิสาหกิจ ส่วนเจ้าหนี้คือผู้ซื้อตราสารหนี้หรือผู้ลงทุน
  2. ผู้จัดจำหน่ายหรือตัวแทนจำหน่าย : สถาบันการเงินที่ผู้ออกตราสารหนี้แต่งตั้งให้ดำเนินการจำหน่ายตราสารหนี้ของผู้ออกตามความตกลงร่วมกัน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ
  3. ผู้ถือกรรมสิทธิ์ หมายถึงผู้ซื้อหรือผู้รับโอนหรือผู้ประมูลตราสารหนี้ เช่น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล สถาบันกา​รเงิน
  4. ผู้รับฝากหลักทรัพย์ : ผู้ทำหน้าที่ในการดูแลและรับฝากพันบัตรหรือหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารพาณิชย์ (ในฐานะ Custodian) และบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) รับฝากพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร Scripless

สล็อต

  1. นายทะเบียนและตัวแทนการจ่ายเงิน : ผู้ทำหน้าที่ในการดูแล รักษาข้อมูล การให้บริการธุรกรรมด้านพันธบัตรและตราสารหนี้การจ่ายดอกเบี้ยและต้นเงิน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย
  2. บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) : เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์ไทย ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งในและต่างประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยโอนเงินค่าดอกเบี้ยและต้นเงินให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรผ่านระบบ Bulk Payment ของบริษัท
  3. ผู้รับหลักประกัน : หน่วยงานราชการ องค์กรของรัฐ สถาบันการเงิน และบุคคล เช่น ศาล การไฟฟ้า ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ บุคคลธรรมดา ที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์นำตราสารหนี้ไปวางเป็นหลักประกันต่าง ๆ เช่น ประกันตัวผู้ต้องหา ประกันการใช้ไฟฟ้า ประกันการขอสินเชื่อ
  4. ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย : หน่วยงานราชการที่มีอำนาจตามกฎหมายในการให้นายทะเบียนตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ระงับการจำหน่าย จ่าย โอน (อายัด ยึด) ตราสารหนี้ ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ เช่น กรมสรรพากร ศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์​

สล็อตออนไลน์

​​​​​​​​​​ธนาคารแห่งประเทศไทยมีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ภาครัฐ ดังนี้​

​1. วางแผนร่วมกับผู้ออกตราสารหนี้ เกี่ยวกั​บการออกตราสารหนี้ในตลาดแรก รวมทั้งเป็นผู้ออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินนโยบายการเงิน การดูแลสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน และเพื่อขยายฐานนักลงทุน อันจะเอื้อต่อการพัฒนาตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้​​​​

  1. กำกับดูแล/จัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาครัฐในตลาดแรก​​
    2​​​.1 กำกับดูแลและประสานกับตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ออกตราสารหนี้ และการออกตราสารให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ​​​​
    2.2 เป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาครัฐให้กับนักลงทุนสถาบันด้วยวิธีการประมูล (ยกเว้นพั​​นธบัตรรัฐวิสาหกิจ)

jumboslot

  1. เป็นนายทะเบียนและตัวแทนการจ่ายเงิน
    3.1 เป็นนายทะเบียน ดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนผู้ถือกรรมสิทธิ์ เช่น โอนกรรมสิทธิ์ จำนำ อายัด เป็นต้น
    3.2 เป็นตัวแทนการจ่ายเงิน ดำเนินการจ่ายดอกเบี้ย และไถ่ถอนต้นเงิน
  2. เป็นผู้แต่งตั้ง Primary Dealer เพื่อเป็นคู่ค้าตราสารหนี้ในการดำเนินนโยบายการเงิน​
  3. ร่วมพัฒนาตลาดตราสารหนี้ กับกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น พัฒนาการออกตราสารหนี้ภาครัฐในตลาดแรก เพิ่มสภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดรอง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการส่งมอบและชําระราคาตราสารหนี้ เป็นต้น​

slot

รหัสหลักทรัพย์สากลและสัญลักษณ์ของตราสารหนี้​/_catalogs/masterpage/img/expand.png

​​​​ในปัจจุบันตราสารหนี้ที่ออกแต่ละรุ่นจะมีรหัสที่ใช้กำกับตราสารหนี้ประจำรุ่นซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลขรหัสตราสารหนี้ ที่ใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ

​รหัสหลักทรัพย์สากล (International Securities Identification Number : ISIN) ใช้ระบุรุ่นตราสารหนี้ในการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดแรก และการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ที่ ธปท
สัญลักษณ์ของตราสารหนี้ (ThaiBMA Symbol) ใช้ระบุรุ่นตราสารหนี้สำหรับกา​รซื้อขายในตลาดรองกับธนาคารพาณิชย์ หรือซื้อขายผ่านระบบการซื้อขายตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange : BEX)​
สำหรับการประมูลตราสารหนี้ในตลาดแรกที่ ธปท. ผ่านระบบการประมูลตราสารหนี้ด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ e-Bidding) จะมีรหัสตราสารหนี้ให้เลือกทั้ง 2 ชนิด เมื่อผู้ประมูลเลือกรหัสชนิดใดชนิดหนึ่ง ระบบจะแสดงรหัสอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นที่ตรงกัน

ความรู้ความเข้าใจในตราสารหนี้

บทความนี้เป็นภาคต่อเนื่องจากบทความที่ผ่านที่พูดกันในเรื่องของตราสารหนี้ว่าคืออะไร มีข้อดีและข้อแตกต่างอย่างไรเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารทุน โดยบทความนี้จะพูดถึงประเภทต่างๆ ของตราสารหนี้ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ แบ่งตามประเภทของผู้ออก แบ่งตามหลักประกัน

jumbo jili

แบ่งตามสิทธิเรียกร้อง แบ่งตามดอกเบี้ย แบ่งตามสิทธิแฝง และแบ่งตามการจ่ายคืนเงินต้นหรือเงินสด

  1. แบ่งตามประเภทของผู้ออก มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ออกโดยองค์กรภาครัฐและเอกชน

ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล : โดยกระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) เป็นผู้ออกตราสารให้แก่ผู้ถือ และผู้ถือหรือนักลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล ซึ่งท่านทราบอยู่แล้วว่าตราสารประเภทนี้ ปลอดจากความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระดอกเบี้ย และเงินต้น (default risk) ตัวอย่างของตราสารประเภทนี้ที่รู้จักกัน คือ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) และพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Bond)

ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ : เป็นตราสารหนี้ที่ออกตามองค์กรภาครัฐและมีชื่อเรียกตามองค์กรนั้นๆที่ออกตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงประเภท default risk ต่ำ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟู เป็นต้น

ตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือหุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture) เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ที่ออกโดยเอกชนเพื่อระดมทุนซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการออกจำหน่ายหุ้น ในเรื่องของความเสี่ยงประเภท default risk ก็จะมีมากกว่าตราสารหนี้ที่กล่าวมาข้างต้น โดยขึ้นอยู่กับ credit ของแต่ละบริษัทนั้นๆ

สล็อต

  1. แบ่งตามหลักประกัน มี 2 ประเภท คือ หุ้นกู้มีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Bond) เป็นหุ้นกู้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน และหากมีการผิดนัดชำระหนี้ ผู้ถือ หรือ Bond holder ก็สามารถเรียกร้องสิทธิในหลักประกันนั้นได้ก่อนคนอื่น หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Bond) เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ มาวางเป็นหลักประกัน
  2. แบ่งตามสิทธิในการเรียกร้อง หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) ผู้ถือมีสิทธิเรียกร้องการชำระหนี้จากสินทรัพย์ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ หลังจากที่มีการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้อื่นๆ หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ในกรณีที่บริษัทมีการเลิกกิจการ (Liquidation) จะมีสิทธิในการเรียกร้องการชำระหนี้จากสินทรัพย์ได้ก่อนผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ หรือ Subordinated Bond โดยเรียงลำดับของสิทธิเรียกร้อง จะเริ่มจากมากไปน้อยสุดดังนี้ คือ ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) ผู้ถือหุ้นกู้บุริมสิทธิ (Preferred Stock) และผู้ถือหุ้นสามัญ (Common Stock) ตามลำดับ
  3. แบ่งตามอัตราดอกเบี้ย หุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate Bond) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ทุกงวดตามที่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ออกหุ้นกู้นั้น หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating rate Bond) มีการจ่ายดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงตามอัตราอ้างอิงที่กำหนด เช่น LIBOR + Spread หุ้นกู้ที่ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เป็นหุ้นกู้ที่ผู้ซื้อหรือนักลงทุนซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว หรือเรียกว่า ซื้อได้ในราคา discount

สล็อตออนไลน์

  1. แบ่งตามชนิดของสิทธิแฝง (Embedded Option) หุ้นกู้ที่ปราศจากสิทธิแฝง เป็นหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่และปราศจากสิทธิแฝงหุ้นกู้ที่มีสิทธิแฝง ซึ่งมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) หุ้นกู้ที่ผู้ออกมีสิทธิเรียกคืนก่อนกำหนด (Callable Bond) และหุ้นกู้ที่ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Puttable Bond)
  2. แบ่งตามประแสการจ่ายเงินต้นหรือเงินสด หุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่และปราศจากสิทธิแฝง (Straight / Fixed rate and option free bond) หุ้นกู้ประเภททยอยจ่ายเงินต้น (Amortizing bond) โดยผู้ออกทยอยจ่ายคืนเงินต้นแก่ผู้ถือตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นงวดๆ งวดละเท่าๆ กัน ซึ่งเงินที่จ่ายเป็นงวดนั้นประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยด้วย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความรู้ความเข้าใจในประเภทต่างๆ ของตราสารหนี้ ก่อนที่เราจะไปศึกษากันในบทบาทที่สำคัญของตลาดตราสารหนี้ต่อนักลงทุน รวมทั้งบทบาทที่สำคัญของ BEX หรือ Bond Electronic Exchange ในฉบับต่อไปครับ

jumboslot

การลงทุนเป็นหนึ่งกิจกรรมสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่งคั่ง ซึ่งการลงทุนก็มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบจับต้องได้และแบบจับต้องไม่ได้ TerraBKK ขอเสนอความรู้น่าใจเกี่ยวกับช่องทางการซื้อขายตราสารทุน ที่เรียกว่า ตลาดตราสารทุน เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนทำการลงทุน ตราสารทุน หลายคนนึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยอย่าง หุ้นสามัญในตลาด SET ยังรวมไปถึงหุ้นบุริมสิทธิ ,หุ้นกู้แปลงสภาพ (ต่างจากหุ้นกู้ทั่วไป เนื่องจากจะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญเมื่อถึงเงื่อนไขตามกำหนด) , ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) เป็นต้น ลักษณะตราสารจะแสดงถึงฐานะความเป็นเจ้าของ ได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล หรือส่วนต่างราคากรณีขายต่อนักลงทุนอื่น โดยกิจการจะออกตราสารขายแก่นักลงทุนเ พื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ ดังนั้น ตลาดตราสารทุน จึงหมายถึงแหล่งกลางที่ใช้ในการระดมทุนของกิจการแก่นักลงทุนที่สนใจตราสารทุนที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ขึ้นไปนั้นเอง ตลาดตราสารทุน สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. ตลาดแรก ( Primary Market ) จะเป็นตลาดสำหรับกิจการที่สร้างตราสารออกสู่ตลาดเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนโดยตรง จะเป็นตราสารที่ออกขายใหม่ หรือตราสารที่นำออกขายในตลาดเป็นครั้งแรก แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเสนอขายแก่บุคคลวงในจำกัด เรียกว่า Private Placement ( PP ) ซึ่งกิจการที่ออกตราสาร สามารถเสนอขายได้ 2 แบบ คือ แบบเสนอขายแก่นักลงทุนเฉพาะรายไม่เกิน 35 คน ในระยะเวลา 12 เดือน

และแบบเสนอขายแก่สถาบัน (เป็นไปตามระเบียบที่ กลต. กำหนดไว้) การเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป เรียกว่า Public Offering (PO ) ซึ่งกิจการที่ออกตราสาร จะต้องได้รับอนุมัติตามขบวนการขั้นตอนตามที่ กลต. ระบุไว้ก่อนจะออกขายในตลาด 2. ตลาดรอง ( Secondary Market) จะเป็นตลาดสำหรับตราสารที่มีการออกจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว เสมือนเป็นการซื้อขายเปลี่ยนมือของผู้ถือครอง เป็นการหมุนเวียนอยู่ในระบบ ซึ่งจะมีหน่วยงาน ก.ล.ต. เป็นผู้กํากับภาพรวม และมีหน่วยงานตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ดูแลการซื้อขายในตลาดรอง แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรียกว่า The Stock Exchange of Thailand ( SET) จะเป็นตลาดรองของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีทุนชำระ ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป click SET …

slot

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เรียกว่า Market for Alternative Investment (mai) จะเป็นตลาดรองสำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ที่มีทุนชำระ ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป click MAI …. ตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายทํา ธุรกรรมกันเองโดยตรง (Over-the-Counter) ท้ายนี้ TerraBKK ขอนำข้อมูลดีๆจาก set.or.th ที่ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ดังนี้

ประการที่ 1 แหล่งเงินทุนระยะยาว สามารถระดมเงินทุนจากประชาชนได้โดยตรง โดยไม่มีภาระเงินต้นและดอกเบี้ยเหมือนการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน

ประการที่ 2 เพิ่มช่องทางระดมทุน เพื่อช่วยบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นกู้หุ้นกู้แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหลักทรัพย์ (warrant) เป็นต้น

ประการที่ 3 เสริมสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท เนื่องจากมีกลไกการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แก่สาธารณะ

ประการที่ 4 สร้างความภักดี และผลตอบแทนที่ดีให้แก่พนักงาน กรณีมีการเสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัท (Employee StockOption Program หรือ ESOP) ก็สามารถเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทได้

ประการที่ 5 สร้างความรับผิดชอบและการบริหารงานแบบมืออาชีพ เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมีการบริหารงานแบบมืออาชีพ เนื่องจากมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในวงกว้าง

ประการที่ 6 การดำรงอยู่ของธุรกิจในระยะยาว ช่วยให้บริษัทที่มีการบริหารงานแบบธุรกิจครอบครัวก้าวเข้าสู่การบริหารงานแบบมืออาชีพมากขึ้น มีผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารกิจการได้

ตราสารหนี้

หลายคนคงรู้ว่าปัจจุบันนี้การฝากเงินไว้ในธนาคารอย่างเดียวอาจจะไม่ช่วยให้เงินงอกเงยแล้ว เพราะดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันนั้นน้อยมากที่สำคัญน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อด้วย ดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 0.25-1.5% และ ดอกเบี้ยฝากประจำหรือบัญชีพิเศษอยู่ที่ประมาณ 2.0% แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าเงินเฟ้อในแต่ละปี นั่นแปลว่าถ้าเราฝากเงินทิ้งไว้ในธนาคารแม้จะได้ดอกเบี้ย แต่เงินก็มีมูลค่าลดลงอยู่ดี

jumbo jili

วันนี้ผมจะมาแนะนำตราสารทางการเงินซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารให้เป็นไอเดียกับคนที่สนใจลงทุน ซึ่งตราสารทางการเงินคือการลงทุนรูปแบบหนึ่งประกอบด้วย ตราสารหนี้ ตราสารทุน กองทุนรวม ฯลฯ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ต่างกันและได้ผลตอบแทนต่างกันด้วย ก่อนที่เราเราจะลงทุนในตราสารแบบไหนอยากลืมศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนะครับ

ตราสารหนี้
ตราสารที่แสดงความ เป็นเจ้าของ โดยผู้ออกตราสารหนี้หรือผู้ขอกู้และผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ เช่น เราไปซื้อตราสารหนี้ของบริษัท A เราเป็นเจ้าหนี้ บริษัท A เป็นผู้กู้ ตัวอย่างตราสารหนี้แบ่งตามผู้ออก ดังนี้

ตราสารหนี้ออกโดย รัฐบาล เรียกว่า ตั๋วเงินคลังเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี และพันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ออกโดยกระทรวงการคลัง
ตราสารหนี้ออกโดย รัฐวิสาหกิจ เรียกว่า ตราสารหนี้รัฐวิสาหกิจ เช่น พันธบัตรการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย
ตราสารหนี้ออกโดย เอกชน เรียกว่าหุ้นกู้ เรามักจะได้ยอนตามข่าวว่า บริษัท ปตท. ออกหุ้นกู้ OR จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป

ตราสารทุนและหุ้นสามัญ
ตราสารที่ผู้ออกต้องการระดมทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ซื้อหรือผู้ถือ มีสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วม กับกิจการนั้นๆ มีส่วนได้ ส่วนเสียเมื่อกิจการได้หรือเสียประโยชน์ และได้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลโดยเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อนละ 10% ประกอบด้วย

สล็อต

หุ้นสามัญ (Common Stock) ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อให้ประชาชนหรือคนทั่วไปมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ร่วมลงคะแนนเสียง โดยสิ่งที่ได้ตอบแทนเรียกว่าเงินปันผล
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ออกโดยบริษัทเอกชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของเหมือนหุ้นสามัญ แตกต่างกันตรงที่ถ้าบริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้เงินทุนคือก่อนผู้ที่ถือหุ้นสามัญและได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่
ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) คือเอกสารการจองสิทธิซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หรือตราสารอนุพันธ์ ในราคาตามใบจองสิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด
ใบคำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) คือตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น โดยใช้สิทธิตามระยะเวลาที่กำหนดไว้โดยบริษัทผู้ออกเป็นผู้กำหนด
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารทุนและหุ้นสามัญ

กองทุนรวม
กองทุนรวม คือ การระดมเงินทุนของคนจำนวนมากๆ ที่สนใจลงทุนหรือซื้อกองทุนไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามประเภทของกองทุนและนโยบายของกองทุนนั้นๆ โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารกองทุนให้ เมื่อกองทุนมีกำไรก็จะนำมาปันผลให้กับผู้ที่ถือกน่วยลงทุนหรือผู้ที่ซื้อกองทุน (กองที่มีนโยบายปันผล) แต่ถ้าเป็นกองทุนที่ไม่มีนโยบายปันผลก็จะสะสมกำไรไว้ทำให้เงินในกองทุนเพิ่มขึ้น

สล็อตออนไลน์

การลงทุนในกองทุนรวมมีข้อดีตรงที่สามารถกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภทเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดทุน โดยการแบ่งกองทุนรวมสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

แบ่งตามการไถ่ถอนคืน
กองทุนเปิด (Opened – End Fund)
กองทุนปิด (Closed – End Fund)
แบ่งตามนโยบายการลงทุน
กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) :
กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) :
กองทุนรวมผสม (Mixed Fund)
กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund)
กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund)
กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds)
กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (Fund of Funds)

jumboslot

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)
กองทุนรวม ETF (Exchange Traded Fund)
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF)
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวม

เป็นยังไงกันบ้างครับเนื้อหาตราสารประเภทต่างๆ มีใครที่เพิ่งรู้จักตราสารพวกนี้หรือใครที่ลงทุนในตราสารพวกนี้มาก่อนแล้วบ้าง ตอนนี้ผลตอบแทนเป็นยังไงกันบ้างครับ

รู้แบบนี้แล้วลองเปลี่ยนจากฝากเงินทิ้งไว้ในธนาคารมาเป็นลงทุนในตราสารต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าที่ควรจะได้กันนะครับ เพราะตราสารประเภทต่างๆมีให้เลือกลงทุนเยอะมากที่สำคัญอย่าลืมทำแบบทดสอบก่อนว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน

slot

บทความนี้เป็นภาคต่อเนื่องจากบทความที่ผ่านที่พูดกันในเรื่องของตราสารหนี้ว่าคืออะไร มีข้อดีและข้อแตกต่างอย่างไรเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารทุน โดยบทความนี้จะพูดถึงประเภทต่างๆ ของตราสารหนี้ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ แบ่งตามประเภทของผู้ออก แบ่งตามหลักประกัน แบ่งตามสิทธิเรียกร้อง แบ่งตามดอกเบี้ย แบ่งตามสิทธิแฝง และแบ่งตามการจ่ายคืนเงินต้นหรือเงินสด

  1. แบ่งตามประเภทของผู้ออก มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ออกโดยองค์กรภาครัฐและเอกชน

ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล : โดยกระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) เป็นผู้ออกตราสารให้แก่ผู้ถือ และผู้ถือหรือนักลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล ซึ่งท่านทราบอยู่แล้วว่าตราสารประเภทนี้ ปลอดจากความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระดอกเบี้ย และเงินต้น (default risk) ตัวอย่างของตราสารประเภทนี้ที่รู้จักกัน คือ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) และพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Bond)

ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ : เป็นตราสารหนี้ที่ออกตามองค์กรภาครัฐและมีชื่อเรียกตามองค์กรนั้นๆที่ออกตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงประเภท default risk ต่ำ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟู เป็นต้น

วิธีเลือกลงทุนกองทุนรวมอย่างชาญฉลาดสำหรับมือใหม่

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจการเลือกกองทุนได้ง่าย เพราะเรื่องกองทุนนั้นจริงๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิด ใครๆ ก็เริ่มต้นลงทุนได้ อย่ารอช้ามาติดตามกัน

jumbo jili

วิธีแรก
เลือกจากเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
วิธีนี้ง่ายมากๆ หากเราคิดว่าอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเราก็เลือกกองทุนที่ลงทุนกับสิ่งเหล่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น อนาคตจะมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอีกหลายสาย มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ถนนหนทางใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้รวมๆ เรียกว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fund เพราะเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือ อนาคตที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เราก็สามารถลงทุนได้ แถมอาจจะเก็บยาวๆ ได้อีกด้วย
หรืออีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ สังคมผู้สูงอายุ ในอนาคตประเทศไทยจะมีคนสูงอายุราวๆ 15-20% นั่นถือเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มร้อย เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ การรักษาสุขภาพ อุตสาหกรรมผลิตยา เป็นต้น

สล็อต

วิธีการก็คือ เราสามารถเข้าไปอ่านหนังสือชี้ชวนว่าแต่ละกองทุนรวมเหล่านั้นนำเงินของผู้ซื้อหน่วยลงทุน คือเงินของเราไปลงทุนในอะไรบ้าง ในหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือสินทรัพย์ทางการเงินรูปแบบต่างๆ โดยสามารถสอบถามเพื่อขอหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือไปดาวน์โหลดในอินเตอร์เน็ตก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

วิธีที่สอง
เลือกลงทุนจากการเปรียบเทียบผลตอบแทนในอดีต
วิธีการนี้เป็นการมองเชิงตัวเลข ไม่เหมือนกับวิธีการแรกที่เราใช้มุมมองในเชิงคุณภาพ โดยเราสามารถเข้าไปดูตัวเลขผลตอบแทนของแต่ละกองทุนย้อนหลังได้ในเว็บไซต์ของบริษัทจัดการกองทุนรวมแต่ละแห่งได้ไม่ยาก
วิธีการก็คือ นำผลตอบแทนของแต่ละกองทุนย้อนหลัง โดยทางบริษัทจัดการกองทุนแต่ละแห่งจะรายงานเป็นตัวเลข % ต่อปี เราสามารถคัดเอากองทุนที่มีผลตอบแทนติดลบออกไป และเลือกเอากองทุนที่มีผลตอบแทนเป็นบวกมาพิจารณา หากเราไม่คิดจะพิจารณาในเชิงคุณภาพ หรือดูว่ากองทุนเหล่านั้นลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง ต้องการรู้แค่ ตัวเลขของผลตอบแทนเท่านั้น เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุดนั่นเอง

สล็อตออนไลน์

ที่จริงแล้วในแวดวงของผู้จัดการกองทุนได้มีการจัดอันดับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมไว้ที่เว็บไซต์ต่างๆ อาทิ morningstarthailand.com โดยเราสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

อย่างไรก็ตามการใช้วิธีวัดผลจากตัวเลขแต่เพียงอย่างเดียวนั้นจะทำให้เราขาดการมองภาพเชิงคุณภาพ ทางที่ดีหากเราใช้แนวคิดแรก คือ การมองภาพการลงทุนเชิงคุณภาพ โดยเลือกจากกระแสการเติบโตในอนาคตที่เราสนใจเป็นหลัก และค่อยมาคัดเอากองทุนที่มีผลตอบแทนดีที่สุดก็จะมีตัวกรองสองชั้นช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น

วิธีที่สาม
เลือกจากความน่าเชื่อถือของบริษัทจัดการกองทุนรวม
วิธีการนี้เราจะใช้เงื่อนไขใหม่ก็คือ เราต้องการเลือกจากความน่าเชื่อถือของบริษัทจัดการกองทุนรวมเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทที่ดูน่าเชื่อถือนั้นคงไม่เชิดเงินของเราเพียงเล็กน้อยไปเพื่อแลกกับชื่อเสียงที่สะสมมาอย่างยาวนาน
โดยปกติแล้วบริษัทจัดการกองทุนรวมที่แตกย่อยมาจากธนาคารใหญ่ๆ หรือธนาคารที่มีประวัติการดำเนินงานอย่างมั่นคงยาวนานจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในกรณีที่เราต้องการเลือกกองทุนรวมจากความน่าเชื่อถือดังกล่าว

jumboslot

อย่างไรก็ตามการเลือกกองทุนรวมโดยใช้เงื่อนไขจากความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นแม้ไม่ใช่แนวคิดที่ดีเท่ากับสองแนวคิดแรก แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด แนวคิดนี้จะช่วยให้เราปลอดภัย ถ้าจะให้การเลือกของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เราสามารถกรองต่ออีกสองชั้น ด้วยการเลือกกองทุนรวมจากความน่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก ถัดมาก็เลือกตามเทรนด์ที่จะเป็นกระแสในอนาคตภายใต้การลงทุนของกองทุนรวมที่เราเลือกมาแต่แรก และสุดท้ายก็คือ ใช้ตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเพื่อลงทุน

slot

วิธีการทั้งสามแบบเป็นวิธีคิดที่แตกต่างจากบทความอื่นๆ ที่จะเน้นอธิบายคุณสมบัติต่างๆ ของแต่ละกองทุน ซึ่งมีเยอะแยะมากมายจำกันไม่ไหว สิ่งสำคัญก็คือ เราควรเลือกจากตัวเราเองเป็นหลัก และสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกประการ คือ เราต้องรู้ว่าเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน หากเรารับความเสี่ยงได้มากหน่อยเราก็สามารถเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงได้น้อยก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อย อย่างเช่น ตราสารหนี้ หรือพันธบัตรเป็นหลักนั่นเอง