กองทุนรวมผสม คืออะไร

เพราะในโลกของการลงทุนมีอะไรมากกว่าที่เราคิด แม้ว่าก่อนการลงทุนเราจะทำการศึกษาขั้นตอนและความคุ้มค่าของการลงทุนมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุน แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุนกับกองทุนแบบไหนดี วันนี้เรามี กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) มาแนะนำให้รู้จักกันค่ะ

jumbo jili

กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) คืออะไร

กองทุนผสม คือ กองทุนที่นักลงทุนสามารถเลือกได้ว่า จะเอาเงินที่มีนั้นไปลงทุนในหุ้น หรือลงทุนตราสารหนี้ เพื่อผลตอบแทนที่ดีขึ้น และเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในเวลาเดียวกัน กองทุนรวมผสมสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

กองทุนรวมผสม (Balanced Fund) คืออะไร
กองทุนรวมผสม คือ กองทุนที่ผสมผสานระหว่าง การลงทุนในตราสารทุน และ การลงทุนในตราสารหนี้ หรือ การลงทุนรูปแบบของตราสารอื่นๆ เข้าด้วยกัน อัตราส่วนของการลงทุนก็ขึ้นอยู่กับการจัดสรรของเจ้าของกองทุนว่าจะจัดการลงทุนในรูปแบบไหนให้กับผู้ลงทุนที่เป็นเจ้าของหน่วยกองทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดอัตราส่วนของการลงทุนในกองทุนรวมแบบผสมไว้ว่า ต้องมีอัตราส่วนของตราสารทุนไม่น้อยกว่า 35% แต่ต้องไม่เกิน 65% ของหน่วยลงทุนในขณะนั้น

สล็อต

กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น คืออะไร
กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น หรือ กองทุนรวมแบบผสมไม่กำหนดสัดส่วน คือ กองทุนที่ไม่มีการกำหนดสัดส่วนของตราสารทุน และ ตราสารประเภทอื่นๆ ทำให้กองทุนมีความยืดหยุ่นกว่า เนื่องจากนักลงทุนมีตัวเลือกในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น และนักลงทุนสามารถเลือกได้เองว่า อยากลงทุนในสัดส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่ำมากแค่ไหนค่ะ

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมผสม คือ

ข้อดีที่เห็นได้ชัดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ นักลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับเงินตอบแทน หรือกำไรมากขึ้นจากการลงทุน แม้ว่าการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะมีความเสี่ยง แต่การถูกกำหนดสัดส่วนการลงทุนระหว่างตราสารทุน และกองทุนอื่นๆ ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมนั้นมีความเสี่ยงไม่มากเท่าไหร่นัก

กองทุนรวมผสม เหมาะกับใคร

สล็อตออนไลน์

แน่นอนว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง และในโลกของการลงทุน กองทุนรวมต่างๆ จะถูกจัดลำดับความเสี่ยงของการลงทุน โดยมีการแบ่งความเสี่ยงทั้งหมด ออกเป็น 8 ระดับ และความเสี่ยงกองทุนรวมผสม ถูกจัดให้มีความเสี่ยงอยู่ในอันดับที่ 5 (อ้างอิงจาก : www.scbam.com) คือ กลุ่มของกองทุนที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง

การลงทุนกับกองทุนรวมผสมจึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ในระดับหนึ่ง หรือ นักลงทุนที่อยากหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และรูปแบบของการลงทุน ตัวนักลงทุนสามารถเลือกและจัดสรรสัดส่วนการลงทุนของตัวเองได้ ทำให้การลงทุนรวมผสมเป็นที่นิยมในกลุ่มของนักลงทุนไม่แพ้กองทุนอื่นๆ นั่นเองค่ะ

จากที่กล่าวมาทั้งหมด แม้ว่ากองทุนรวมผสมจะมีความเสี่ยงไม่เท่าการลงทุนในรูปแบบอื่น แต่ก่อนลงทุนผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดและความเสี่ยงต่างๆให้ครบถ้วนก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตนะคะ

jumboslot

วิธีนี้ง่ายมากๆ หากเราคิดว่าอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเราก็เลือกกองทุนที่ลงทุนกับสิ่งเหล่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น อนาคตจะมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอีกหลายสาย มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ถนนหนทางใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้รวมๆ เรียกว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fund

เพราะเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือ อนาคตที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เราก็สามารถลงทุนได้ แถมอาจจะเก็บยาวๆ ได้อีกด้วย
หรืออีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ สังคมผู้สูงอายุ ในอนาคตประเทศไทยจะมีคนสูงอายุราวๆ 15-20% นั่นถือเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มร้อย เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ การรักษาสุขภาพ อุตสาหกรรมผลิตยา เป็นต้น

slot

วิธีการก็คือ เราสามารถเข้าไปอ่านหนังสือชี้ชวนว่าแต่ละกองทุนรวมเหล่านั้นนำเงินของผู้ซื้อหน่วยลงทุน คือเงินของเราไปลงทุนในอะไรบ้าง ในหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือสินทรัพย์ทางการเงินรูปแบบต่างๆ โดยสามารถสอบถามเพื่อขอหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือไปดาวน์โหลดในอินเตอร์เน็ตก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

วิธีที่สอง
เลือกลงทุนจากการเปรียบเทียบผลตอบแทนในอดีต
วิธีการนี้เป็นการมองเชิงตัวเลข ไม่เหมือนกับวิธีการแรกที่เราใช้มุมมองในเชิงคุณภาพ โดยเราสามารถเข้าไปดูตัวเลขผลตอบแทนของแต่ละกองทุนย้อนหลังได้ในเว็บไซต์ของบริษัทจัดการกองทุนรวมแต่ละแห่งได้ไม่ยาก
วิธีการก็คือ นำผลตอบแทนของแต่ละกองทุนย้อนหลัง โดยทางบริษัทจัดการกองทุนแต่ละแห่งจะรายงานเป็นตัวเลข % ต่อปี เราสามารถคัดเอากองทุนที่มีผลตอบแทนติดลบออกไป และเลือกเอากองทุนที่มีผลตอบแทนเป็นบวกมาพิจารณา หากเราไม่คิดจะพิจารณาในเชิงคุณภาพ หรือดูว่ากองทุนเหล่านั้นลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง ต้องการรู้แค่ ตัวเลขของผลตอบแทนเท่านั้น เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุดนั่นเอง
ที่จริงแล้วในแวดวงของผู้จัดการกองทุนได้มีการจัดอันดับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมไว้ที่เว็บไซต์ต่างๆ อาทิ morningstarthailand.com โดยเราสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

REIT buy-back ทางเลือกใหม่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้ลงทุน

เพื่อให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกในการระดมทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องจากหลายช่องทางภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นอกเหนือจากการขอสินเชื่อจากธนาคาร ออกหุ้นกู้ หรือออกหุ้นทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลัง

jumbo jili

ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจ ในภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถระดมทุนผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า REIT buy-back มาทำความรู้จักกับ REIT กันก่อน…. ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า REIT มี ลักษณะเป็นกองทรัพย์สินที่รวบรวมเงินจากผู้ที่สนใจลงทุนหลาย ๆ คน เพื่อเอาเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงงาน โกดังสินค้า โรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน

โดยอาจลงทุนในรูปแบบของกรรมสิทธิ์ (freehold) หรือสิทธิการเช่า (leasehold) ก็ได้ โดยมี ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT manager) ที่มีความ เชี่ยวชาญในการบริหารอสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ ทำหน้าที่คัดเลือกทรัพย์สินที่มีศักยภาพในการสร้าง รายได้และบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ REIT นั้นลงทุนอยู่และมี “ทรัสตี” (Trustee) ทำหน้าที่กำกับดูแล การทำหน้าที่ของผู้จัดการกองทรัสต์อีกทอดหนึ่ง เมื่อ REIT มีรายได้จากค่าเช่า จะนำเงินมาจ่ายปันผลให้กับ

สล็อต

ผู้ลงทุน REIT จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้อย่างแพร่หลายสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการระดมทุน และยังเป็น ทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ทางเลือกใหม่ REIT buy-back สำหรับ REIT buy-back นั้น เป็นทางเลือกใหม่ในการระดมทุนผ่าน REIT โดย REIT จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ใน ราคาที่มีส่วนลด และเจ้าของอสังหาริมทรัพย์สามารถทำข้อตกลงที่จะซื้อคืนจาก REIT ภายใต้เงื่อนไขและราคา ที่ตกลงไว้ล่วงหน้า

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการซื้อคืนจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ (ไม่ว่า REIT buy-back ทางเลือกใหม่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้ลงทุน (เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) “ก.ล.ต. ดูแลตลาดทุน เพื่อให้คุณมั่นใจ” 2 จะมีรายได้หรือไม่มีรายได้)

มาระดมทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และยังรักษา ความเป็นเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ไว้ได้ เพราะหากสถานการณ์ดีขึ้นสามารถซื้อคืนได้ REIT buy-back ที่ ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์มานั้น จึงเป็นมาตรการที่ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยตรง และยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนมีโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในราคาส่วนลด จึงทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาลงทุนและราคาที่เจ้าของจะซื้อคืน ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. จะแบ่ง REIT buy-back เป็น 2 รูปแบบ ตามความเสี่ยงและความซับซ้อนของ ข้อตกลง เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ลงทุนแต่ละกลุ่ม ได้แก่ (1) REIT buy-back ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปได้ จะต้องมีข้อตกลงที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มี“ภาระผูกพันในการซื้อคืน” (obligation) เพื่อให้ ผู้ลงทุนรู้แน่ชัดว่าจะได้รับผลตอบแทนเท่าไร

สล็อตออนไลน์

และต้องเปิดเผยข้อมูล credit rating ของเจ้าของ อสังหาริมทรัพย์เดิมด้วย เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน เนื่องจากความเสี่ยงหลักของ “REIT buy-back ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป” นั้น อยู่ที่ความสามารถในการมาซื้อคืนของเจ้าของ (2) REIT buy-back ที่เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra-High Net Worth) เท่านั้น REIT buy-back ในรูปแบบนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าแบบแรก เพราะสามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดเป็น “ภาระผูกพันในการซื้อคืน” (obligation) โดยไม่จำเป็นต้องมี credit rating ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เดิม หรือ กำหนดเป็นข้อตกลงที่ให้“สิทธิ” เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เดิมมาซื้อคืน (option) ก็ได้ ซึ่งกรณี option 3 นั้น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อาจจะซื้อคืนหรือไม่ก็ได้ โดยที่เจ้าของเดิมจะมาใช้สิทธิซื้อคืนเมื่อราคาในตลาดสูง กว่าราคาใช้สิทธิที่กำหนดไว้แต่หากราคาในตลาดต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ เจ้าของเดิมก็อาจเลือกไม่มาซื้อคืน จึงทำ ให้ผู้ลงทุนจึงมีความเสี่ยงมากกว่าแบบแรก การลงทุนใน REIT buy-back จึงมีความแตกต่างจาก REIT ทั่วไป ทั้งลักษณะผลตอบแทนและความเสี่ยง ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาศักยภาพของอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน

jumboslot

และความเหมาะสมของราคาที่ REIT เข้าลงทุน เป็นสำคัญ รวมถึงควรคำนึงถึงความเสี่ยงและผลกระทบหากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เดิมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่อาจเกิดขึ้นด้วย หลังจากที่ ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์ REIT buy-back ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น มีผู้ประกอบธุรกิจหลายรายให้ความสนใจ โดยปัจจุบันมีผู้จัดการกองทรัสต์ที่ยื่นคำขอเสนอขายหน่วยทรัสต์ เพื่อที่จะไปลงทุนในทรัพย์สินภายใต้แนวคิด REIT buy-back ต่อ ก.ล.ต. แล้ว โดยผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูล และติดตามความคืบหน้าได้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. (www.sec.or.th) นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากขึ้น โดยให้สามารถลงทุน ในสิทธิการเช่า (leasehold) ได้เพิ่มเติม

โดยจะออกหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ ก.ล.ต. มุ่งหวังให้ตลาดทุนมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง รักษาทรัพย์สินและการจ้างงานให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนสามารถ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพผ่าน REIT buy-back ได้เช่นเดียวกัน ที่มา : * การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวบรวมข้อมูลด้วย Krungthai COMPASS ** กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา (ณ วันที่ 25 มกราคม 2564) ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้นฉบับ

slot

บทความฮอต การกินอาหารให้เป็นยาและโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย ศาสตร์แห่งความสุขจากการสร้างเสริมสุขภาพจากระดับเซลล์สู่วิถีชีวิตแบบไทยๆอย่างยั่งยืน การระดมทุนด้วย REIT buy-back การลงทุนใน REIT buy-back ต้องพิจารณาอะไรบ้าง สถานการณ์ เดือนสิงหาคม 2564 บทเรียนสุดคลาสสิคจากการไม่มี-ไม่อัปเดตแบบก่อสร้าง กับการบริหาร “แบบ” เมื่อการก่อสร้างจบลง ปัญหาของประเทศไทย และก้าวที่ควรไปต่อในปี 2564 วางแผนวัยเกษียณอย่างไร ให้มีเงินใช้อย่างสุขสบาย การกินอาหารให้เป็นยาและโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย ศาสตร์แห่งความสุขจากการสร้างเสริมสุขภาพจากระดับเซลล์สู่วิถีชีวิตแบบไทยๆอย่างยั่งยืน

การระดมทุนด้วย REIT buy-back การลงทุนใน REIT buy-back ต้องพิจารณาอะไรบ้าง สถานการณ์ เดือนสิงหาคม 2564 บทเรียนสุดคลาสสิคจากการไม่มี-ไม่อัปเดตแบบก่อสร้าง กับการบริหาร “แบบ” เมื่อการก่อสร้างจบลง ปัญหาของประเทศไทย และก้าวที่ควรไปต่อในปี 2564 วางแผนวัยเกษียณอย่างไร ให้มีเงินใช้อย่างสุขสบาย การกินอาหารให้เป็นยาและโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย ศาสตร์แห่งความสุขจากการสร้างเสริมสุขภาพจากระดับเซลล์สู่วิถีชีวิตแบบไทยๆอย่างยั่งยืน ‹› บ้านเดี่ยวมือสองแนะนำ ขายบ้านมือสอง ลาดพร้าว-วังหิน74 หมู่บ้าน อมรพันธ์ 9 ติดคอมมูนิตี้มอลล์ และร้านอาหารอร่อยชื่อดังย่ ลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ขาย: 7,870,000 ขายบ้านเดี่ยว ถนนพระราม 4 สาทร เย็นอากาศ ทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ขาย: 52,000,000 ขายด่วน บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ พร้อม เรือนรับรอง2ชั้น ติดถนนประชาชื่น-คลองประปา

กองทุนตราสารหนี้ก็ขาดทุนได้

สาเหตุที่ผมหยิบยกเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่าช่วงเวลาที่คุณกำลังอ่านบทความอยู่ตอนนี้ ก็เป็นช่วงที่กองทุนตราสารหนี้หลายกองเริ่มขาดทุน เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ มันเป็นเรื่องปกติของการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทุกประเภท ซึ่งก่อนจะไปดูว่าเกิดจากสาเหตุอะไร คุณต้องมาทำความเข้าใจเรื่องของตราสารหนี้กันก่อน

jumbo jili

หลักการ “ขึ้น-ลง” ของราคาตราสารหนี้
สมมติว่าวันนี้คุณซื้อตราสารหนี้มา 100 บาท จ่ายดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี และมีอายุตราสารฯ 3 ปี … เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี มีตราสารหนี้ออกใหม่ในตลาดจ่ายดอกเบี้ยที่ 2.00% ต่อปี และมีอายุตราสาร 2 ปี เท่ากับที่เหลืออยู่ของคุณ นั่นทำให้วันนี้ … หากคุณเอาตราสารหนี้ที่มีอยู่ในมือไปขายต่อให้คนอื่น คุณต้องยอมขายในราคาที่ต่ำกว่า 100 บาท เพื่อจูงใจให้คนอื่นมาซื้อไป เพราะหากขายที่ราคา 100 บาทเท่าทุน ใครจะมาซื้อล่ะ ? เพราะคนอื่น ๆ สามารถไปซื้อในตลาดแล้วได้ดอกเบี้ยตั้ง 2.00%

สล็อต

กลับกัน … ถ้าผ่านไป 1 ปี แล้วตราสารหนี้ออกใหม่ในตลาดจ่ายดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปี ที่นี้ถ้าเราเอาของในมือที่จ่ายดอกเบี้ย 1.50% ไปขายต่อ เราจะขายได้ในราคาที่สูงกว่า 100 บาท “หรือมีกำไรจากส่วนต่างราคาตราสารหนี้” ครับ … ซึ่งตราสารหนี้ตัวไหนที่มีอายุตราสาร (Duration) มากกว่า ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบจากการ “ขึ้น-ลง” ของดอกเบี้ยมากกว่า เพราะตัวที่มี Duration น้อยกว่า ก็แสดงว่าจะครบกำหนดไวกว่า และได้เงินต้นคืนไวกว่าครับ

ทีนี้คุณจะเห็นแล้วว่าตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หรือกองทุน ทั้งหมดล้วนแต่มีราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดครับ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงขึ้นลงเยอะ ๆ เหมือนกับหุ้นนะ ตราสารหนี้เหล่านี้ยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าอยู่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ตลาดมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลก ญี่ปุ่นลดดอกเบี้ยจนติดลบ ฝั่งยุโรป และจีนก็ชะลอตัว พี่ไทยก็โดนหางเลขกับเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว เม็ดเงินเลยไหลเข้าสู่สิ่งปลอดภัยอย่างพันธบัตรฯ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาโดยตลอด (ราคาตราสารหนี้เพิ่มขึ้น) แต่ตลาดเริ่มเปลี่ยนมุมมองเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาโดยสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดช่วงนี้ปรับตัวขึ้นก็อันเนื่องมาจาก

สล็อตออนไลน์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งสัญญาณการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นักลงทุนเริ่มมีมุมมองเป็นบวกกับเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น (GDP ไตรมาสแรกของไทยดีกว่าที่คาดไว้)

คาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดโดย กนง.อยู่ในจุดต่ำสูดแล้ว (ไม่น่าจะลดดอกเบี้ยลงอีก)
พันธบัตรระยะยาวของไทยปรับตัวต่ำเกินไป (แพงเกินไป) เมื่อเที่ยบกับพันธบัตรอเมริกา (เมื่อต้นเดือนเมษายน พันธบัตรไทย 10 ปี อัตราผลตอบแทน 1.6% ขณะที่ของอเมริกา 1.7%)
ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา Government Bond Yield หรือผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นตราสารหนี้ที่ปลอดภัยมากที่สุด ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น (มีคนขายมากขึ้น ทำให้ราคาพันธบัตรฯ ลดลง ในขณะที่ดอกเบี้ยยังจ่ายเท่าเดิม ทำให้ Yield หรืออัตราผลตอบแทนสูงขึ้น)

ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มักจะเป็นการบอกกลาย ๆ ว่า “กำลังมีแรงขายในตลาดตราสารหนี้อยู่”

jumboslot

และแน่นอนว่ามันจะส่งผลกระทบไปยังทุกคนที่ลงทุนในตราสารหนี้ … รวมถึงกองทุนด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ช่วงนี้กองทุนตราสารหนี้ที่คุณถืออยู่ มูลค่า NAV แทบจะไม่เดิน ให้ผลตอบแทนน้อยลง และยิ่งถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว (Duration สูง) อาจถึงขั้นขาดทุนเลย

“แล้วจะทำไงดีล่ะ?”
อย่างที่ผมบอกไปเมื่อตอนต้นครับ … “Duration มากกว่า จะได้รับผลกระทบมากกว่า” เพราะงั้นช่วงนี้ทิศทางของดอกเบี้ยดู ๆ แล้วมีโอกาส “ขึ้น” มากกว่า “ลง” เพราะฉะนั้นหากคุณกำลังมองหากองทุนตราสารหนี้มาลงทุน คำแนะนำของผมคือ

slot

“ลงทุนแบบสั้น ๆ กับกองทุนตลาดเงิน” – แบบนี้จะปลอดภัยกว่า แถมยังได้ลุ้นรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากการปรับเพิ่มของอัตราดอกเบี้ย (กองทุนตลาดเงินที่แนะนำ)
“Lock ผลตอบแทน ด้วยกองทุนแบบ Fixed-term” – จริง ๆ จะมีกองทุนตราสารหนี้แบบที่กำหนดผลตอบแทนต่อปีมาให้เลย ว่าถ้าคุณลงทุนในกองทุนนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ไม่ขายออก) คุณจะได้ผลตอบแทน X% ต่อปี (ลักษณะจะคล้าย ๆ กับการฝากประจำ) ซึ่งเราเรียกกองทุนแบบนี้ว่า Fixed-term Fund โดยปัจจุบันกองทุนแบบกำหนดระยะเวลา 3 เดือน มีผลตอบแทนให้เลือกตั้งแต่ 1.50% – 3.00% ต่อปี ไม่มีภาษี (ดูกองทุน Fixed-term ที่แนะนำ) (อย่าลืมดูไส้ในของกองด้วยครับ ว่าลงทุนอะไร ปัจจุบันมีกองทุนที่ลงทุนตราสารหนี้ต่ำกว่า Investment grade เพื่อเพิ่มผลตอบแทน แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น)
เพราะงั้นจะเห็นว่าสภาวะตลาดแบบนี้ ความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ย ควรลงทุนแบบสั้น ๆ ไว้ก่อน เพราะเรากำลังคาดการ์ณว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ การลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration ต่ำ ๆ จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยที่สุด แถมได้ลุ้นผลตอบแทนที่จะมากขึ้นจากการขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

การลงทุนในตราสารหนี้

ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อกระจายการลงทุนจากสินทรัพย์อื่นและคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องด้วยตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้

jumbo jili

เมื่อผู้ลงทุนที่ถือตราสารหนี้ที่ได้ซื้อจากบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ในตลาดแรกมาแล้ว มีความต้องการจะขายตราสารหนี้ดังกล่าวสามารถทำได้โดยการขายในตลาดรอง (Secondary Market) โดยการซื้อขายจะเป็นลักษณะแบบ Over-the-Counter ที่เป็นการต่อรองโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ตราสารหนี้ไทยยังเป็นที่ต้องการของผู้ลงทุนต่างชาติด้วย ในปีที่ผ่านมามีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยสุทธิถึง 220,000 ล้านบาท

การลงทุนในตราสารหนี้สามารถเรียกอีกอย่างได้ว่าการลงทุนในตราสารที่ให้รายได้ประจำ (Fixed-Income Instruments) เนื่องจากผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนดอกเบี้ย (Coupon) ที่แน่นอนจากตราสารหนี้ และได้รับอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในตราสารหนี้ด้วยการซื้อในตลาดแรก (Primary Market) ซึ่งหมายถึง การซื้อตราสารหนี้เป็นครั้งแรกจากผู้ออกโดยตรง หรือซื้อในตลาดรอง (Secondary Market) ซึ่งคือการเข้าไปซื้อจากผู้ที่ได้ถือครองตราสารหนี้ที่ออกมาแล้ว แต่ต้องเป็นตราสารหนี้ที่กำหนดให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดตราสารหนี้ได้

สล็อต

การลงทุนในตราสารหนี้ ผู้ลงทุนต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยสิ่งที่ต้องรู้จักและเข้าใจคือผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งมีสองแบบ

หนึ่ง ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกเมื่อออกตราสารหนี้ ซึ่งผู้ออกจะจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด ตามเวลาที่ระบุไว้ เมื่อถือตราสารไปจนครบอายุไถ่ถอน ผู้ลงทุนได้จะรับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้าย

สอง กำไรจากส่วนต่างของราคา ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ลงทุนขายตราสารหนี้ที่ถืออยู่ออกไป ก่อนที่จะครบอายุ ซึ่งการทำกำไรจากส่วนต่างของราคานั้นผู้ลงทุนควรรู้จักและเข้าใจราคาของตราสารหนี้ก่อน ตราสารหนี้ก็เหมือนกับหุ้นที่ต้องมีมูลค่าที่ตราไว้ (Par value หรือราคาเริ่มต้น) หรือเรียกสั้นๆ ว่าพาร์ (Par) โดยปกติตราสารหนี้ในประเทศไทยจะกำหนดราคาพาร์ที่ 1,000 บาท

สล็อตออนไลน์

ซึ่งเป็นราคาที่มักจะใช้ในการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปราคาตราสารหนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราดอกเบี้ยของตลาดในขณะนั้น ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้ A มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 5% ทุก 6 เดือน เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือนอัตราดอกเบี้ยในตลาดกลับลดลงมาอยู่ที่ 3% ราคาหุ้นกู้ A จะสูงขึ้นกว่า 1,000 บาท เพราะผู้ซื้อเต็มใจที่จ่ายมากกว่า 1,000 บาทเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ 5% ซึ่งราคาที่สูงขึ้นนี้ยังเป็นการชดเชยให้กับผู้ที่ถือครองหุ้นกู้ A มาก่อนด้วย ในทางกลับกัน หากเวลาผ่านไป 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 6% ราคาหุ้นกู้ A จะลดลงต่ำกว่า 1,000 บาท เพราะให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด ผู้ขายยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาพาร์ เพื่อชดเชยให้กับผู้ซื้อที่ต้องถือตราสารหนี้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด

การลงทุนในตราสารหนี้มีความเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อหุ้นเพราะผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ มีสถานะทางกฎหมายสูงกว่าผู้ถือหุ้น กรณีที่บริษัทปิดกิจการยังขายทรัพย์สินนำเงินมาเฉลี่ยคืนเจ้าหนี้ก่อนเจ้าของ อีกทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อบริษัทปิดกิจการ มูลค่าหุ้นเท่ากับศูนย์ การลงทุนก็สูญ

jumboslot

การลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนทีดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นหนึ่งในทางเลือกของการลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง หรือลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม ที่มีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่วิเคราะห์ตราสารหนี้แต่ละตัวแทนผู้ลงทุนอยู่แล้ว และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนอีกด้วย

ผู้ลงทุนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารหนี้ในระดับหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ลงทุนรายย่อย ได้รับการเสนอขายครั้งแรกก็ถือครองยาว และคิดว่าเมื่อครบกำหนดแล้วจะได้เงินที่ลงทุนไปคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ดังนั้น การซื้อตราสารหนี้ต้องพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทั้งความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับขึ้นหรือลดลงได้ ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระ และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

slot

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาผู้ออกด้วย โดยพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือ บริษัทที่ออกไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดส่วนใหญ่มีการออกตราสารหนี้จำนวนมาก และมีบางบริษัทที่ออกตราสารหนี้เป็นประจำ

เมื่อได้รับการเสนอขายตราสารหนี้ ผู้ลงทุนควรดูรายละเอียดให้ดี เช่น ได้รับการเสนอขายตราสารหนี้ที่จัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นเพราะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ระดมทุนมาใช้ระยะสั้นเท่านั้น แต่กลับมาขายเป็นตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ รวมไปถึงพิจารณาประเภทของตราสารหนี้ด้วย อย่าลงทุนเพียงเพราะตราสารหนี้นั้นมีอายุสั้น และคิดว่าลงทุนสั้นไม่เสี่ยง เพราะแม้จะมีระยะเวลาลงทุนสั้นแต่หากเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับ หรือไม่รู้จักผู้ออก ก็มีความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณากระบวนการขายที่ถูกต้อง เช่น มีการเสนอขายโดยบอกว่าเป็นตราสารหนี้ของธนาคาร ทั้งๆ ที่บางครั้งธนาคารเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น

ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อผู้ออก โดยเฉพาะด้านต้นทุนทางการเงิน และยังมีกระบวนการออกที่ไม่ซับซ้อนเท่ากับตราสารทุน ทำให้การระดมทุนสามารถจัดการได้ตรงกับความต้องการและสอดคล้องกับภาวะตลาด ขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ต่อผู้ลงทุน โดยนอกจากจะเป็นการลงทุนที่รักษาเงินต้นแล้วยังได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ดังนั้น ตราสารหนี้คือ ตราสารการเงินที่สามารถเป็นทางเลือกได้ทั้งการระดมทุนและการลงทุน

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่ใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุน โดยผู้ออกตราสารหนี้จะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ที่กู้ยืมเงินจาก “เจ้าหนี้” หรือผู้ซื้อตราสารหนี้ที่มักจะเรียกกันว่า “ผู้ลงทุน” ในการออกตราสารหนี้จะมีการกำหนดอายุ วันชำระดอกเบี้ยและเงินต้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้ผู้ลงทุนตั้งแต่เวลาที่ออกตราสารหนี้ ตราสารหนี้ยังมีสภาพคล่องสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยในประเทศไทยการซื้อขายจะผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เป็นการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหรือที่เรียกว่า Over-the-Counter

jumbo jili

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น

กรณีแบ่งตามประเภทผู้ออก สามารถแบ่งออกเป็น
• ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก ได้แก่
– พันธบัตร (Bond) ซึ่งจะมีชื่อเรียกตามผู้ออก เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศ หรือพันธบัตรการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พันธบัตรรัฐวิสาหกิจบางแห่งได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
– ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เป็นผู้ออก
• ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ แต่ต้องผ่านการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่
– หุ้นกู้ (Debenture)
– ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E)

ในต่างประเทศ Bond ใช้เรียกทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน และบางกรณีใช้คำว่า Debenture

กรณีแบ่งตามอายุของตราสาร
• ตราสารหนี้ระยะยาว หมายถึง ตราสารหนี้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งตราสารหนี้ที่จัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะยาวได้แก่ พันธบัตร หุ้นกู้
• ตราสารหนี้ระยะสั้น หมายถึง ตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกินหรือเท่ากับ 1 ปี ได้แก่
– ตั๋วเงินคลังที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้น
– B/E อยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะโดยปกติมีอายุไม่เกิน 270 วัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีบริษัทเอกชนออก B/E ระยะยาวด้วย

สล็อต

กรณีแบ่งตามวิธีการจ่ายดอกเบี้ย
• จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Coupon Bond) โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ตามงวดที่กำหนดไว้แต่แรก ซึ่งมักจะกำหนดไว้ที่ปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน
• กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ (Zero-Coupon Bond) จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด โดยมักขายที่ราคาคิดลด (Discount Price) และผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเมื่อครบกำหนดอายุ
• กำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Bond) จะจ่ายดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่กำหนด เช่น BIBOR หรือ THBFIX เป็นต้น

การระดมทุนด้วยตราสารหนี้
ผู้ออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ภาครัฐบาล และภาคธุรกิจเอกชน การระดมทุนของบริษัทในภาคธุรกิจโดยการออกตราสารหนี้จะมีต้นทุนต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคารเนื่องจากไม่ต้องผ่านตัวกลาง ในช่วงที่ผ่านมาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำ บริษัทภาคเอกชนไทยจึงหันมาระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สล็อตออนไลน์

ในปี 2560 มูลค่าการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ คิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าการกู้ยืมเงินทั้งหมดของภาคเอกชน เปรียบเทียบกับปี 2548 ที่การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น สำหรับการซื้อหรือลงทุนในตราสารหนี้จากบริษัทที่ระดมทุนโดยตรง ในลักษณะนี้จะเรียกว่าการซื้อขายหรือการลงทุนตราสารหนี้ใน “ตลาดแรก” หรือ Primary Market ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารหนี้สามารถเสนอขายได้ทั้งขายประชาชนทั่วไป ขายให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือนักลงทุนสถาบันตามคำจำกัดความที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงาน ก.ล.ต.

รายงานประจำปี 2560 ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเปิดเผยว่า มูลค่าการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ในตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสูงถึง 9.08 ล้านล้านบาท โดยเป็นการออกพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 5.89 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ตราสารหนี้ภาคเอกชน (corporate bond) มูลค่า 1.58 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะยาว 7.81 แสนล้านบาท และหุ้นกู้ระยะสั้นรวมตั๋วแลกเงิน 7.98 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2560 มูลค่าการออกพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 7.07 แสนล้านบาท พันธบัตรรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 1.56 แสนล้านบาท และตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันต่างประเทศ 2 หมื่นล้านบาท

การระดมทุนด้วยตราสารหนี้มีข้อดีดังนี้

jumboslot

มีความยืดหยุ่นในการระดมทุน กล่าวคือ
• สามารถกำหนดจำนวนเงินและระยะเวลาการใช้เงินให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตของผู้ออก ทำให้สามารถบริหารจัดการให้สอดคล้องกันได้ ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการออก สามารถแบ่งย่อยได้ ไม่ว่าจะเป็น 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์กระแสเงินสดของธุรกิจที่บริษัทจะได้ ว่าเป็นช่วงใด หรืออาจจะเลือกเป็นระดมทุนครั้งเดียว แต่ทยอยจ่ายคืนเงินต้นได้ (Amortization)
• สามารถออกตราสารหนี้ในเงินสกุลต่างประเทศได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในตัวเอง (Natural Hedge) เช่น บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ มีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ ก็สามารถออกตราสารหนี้เพื่อกู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศได้ ตราสารหนี้ที่ออกในสกุลเงินต่างประเทศ มักเรียกกันว่า หุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์

ต้นทุนการเงิน (Cost of Fund) ต่ำ ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำปัจจุบันเป็นทางเลือกให้ผู้ที่จะระดมทุนมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจถูกลง เนื่องจากไม่ต้องมีตัวกลาง ค่าใช้จ่ายในการระดมทุนจึงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการกู้เงินจากธนาคาร เพราะธนาคารจะมีค่าดำเนินการ ต้นทุนการเงินของผู้ออกคือ อัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้กับผู้ลงทุน โดยปกติจะใช้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเป็นดอกเบี้ยอ้างอิง เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลเป็นพันธบัตรที่ไม่มีความเสี่ยง (Risk Free) แต่ผู้ออกอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่ารัฐบาล ตราสารหนี้ที่เสนอขายจึงมีความเสี่ยงมากกว่ารัฐบาล จึงต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่ผู้ลงทุนเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ออกจึงต้องบวกส่วนต่าง (Spread) เพิ่มขึ้น เพื่อจูงใจให้ลงทุน
Spread คือ ราคาหรือผลตอบแทนที่ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่วนต่างที่จะบวกเพิ่มเข้าไปในตราสารหนี้แต่ละรุ่นจะแตกต่างกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง High Risk High Return กล่าวคือ เมื่อตราสารหนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้นก็จะต้องให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ผลตอบแทนที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหมายถึง Spread ที่ต้องเพิ่มขึ้นนั่นเอง ปัจจัยหลักๆ ที่มีผลต่อการกำหนด Spread ได้แก่

slot

ความน่าเชื่อถือของผู้ออก
ความน่าเชื่อถือของผู้ออกสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกที่เป็นผู้กู้ยืมเงิน นโยบายการบริหารและสถานะการเงินของบริษัทหรือผู้ออกแต่ละรายแตกต่างกัน จึงมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน Spread ที่บวกเพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้นเมื่อความน่าเชื่อถือของผู้ออกต่ำ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ออกจะผิดนัดชำระหนี้ โดยส่วนใหญ่อันดับความน่าเชื่อถือจะแบ่งออกเป็นระดับ เช่น AAA หมายถึงอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงสุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่ไม่ชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้น ส่วนใหญ่จะให้กับประเทศ หรือกับบริษัทขนาดใหญ่

บริษัทเอกชน ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กสามารถใช้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนได้ทั้งนั้น แต่ควรมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหากไม่มีการจัดอันดับในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชน ต้นทุนการออกตราสารหนี้อาจจะแพง ยกเว้นว่าต้องการที่จะออกขายในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อน แม้จะมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีแต่ผู้ลงทุนไม่รู้จัก ก็อาจจะต้องให้ Spread ที่สูงกว่า เช่นเดียวกับบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ Spread จะกว้างขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเข้ามาซื้อ แม้แต่บริษัทที่ประชาชนรู้จักอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาก่อนและต้องการที่จะออกตราสารหนี้ ก็ควรที่จะมีการวิเคราะห์สถานะการเงินและประเมินความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ต้นทุนการระดมทุนนั้นสอดคล้องกับฐานะของผู้ออก

บริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ที่ Credit Rating เดียวกัน มีโอกาสที่ Spread จะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะซื้อและปริมาณที่จะขาย ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทใหญ่ที่ Credit Rating ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีการออกตราสารหนี้ในปริมาณมากและออกขายหลายครั้งแล้ว ผู้ลงทุนที่เคยลงทุนหรือผู้ลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วอาจจะไม่ให้ความสนใจอีก ดังนั้น Spread อาจจะเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจ ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับบริษัทเล็กที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อนและมี Credit Rating เท่ากับบริษัทใหญ่ เมื่อเสนอขายตราสารหนี้ก็อาจจะมีโอกาสได้ต้นทุนที่เท่ากับหรือต่ำกว่าบริษัทใหญ่ก็ได้ เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่

จัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับอายุอย่างไร

หลังจากที่เราทำความรู้จักกับสินทรัพย์ลงทุนประเภทต่าง ๆ ในบทความตอนที่ 2 ไปแล้ว มาถึง Episode ที่ 3 นี้ ดร.พีรภัทร ฝอยทอง นักวางแผนการเงินส่วนบุคคล จะอธิบายถึงความสำคัญของการจัดพอร์ตลงทุน ว่าทำไมเราควรจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง แล้วการจัดพอร์ตที่เหมาะกับแต่ละช่วงอายุนั้นต้องทำอย่างไร

jumbo jili

อายุน้อยเสี่ยงได้มาก อายุมากเสี่ยงน้อย ๆ

การจัดพอร์ตขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน ต้องดูอายุด้วย ถ้าเพิ่งทำงานไม่กี่ปี อายุงานไม่เยอะ ตามทฤษฎีเขาบอกว่าคุณลงทุนเสี่ยงมากได้ เพราะถ้าคุณลงทุนแล้วคุณเจ๊ง ก็ยังมีโอกาสทำงานเก็บเงิน หาเงินมาใหม่ได้ แต่ถ้าคุณอายุเยอะแล้ว ไม่ควรลงทุนเสี่ยง เพราะหากคุณลงทุนไปแล้วเจ๊ง โอกาสที่จะทำงานเก็บเงินมันน้อยแล้ว อีกไม่กี่ปีคุณจะเกษียณ เพราะฉะนั้นคุณต้องลงทุนที่ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

พอร์ตลงทุนที่ดี ควรปรับเปลี่ยนตามช่วงวัย

ดร.พีรภัทร ยกตัวอย่างการจัดพอร์ตลงทุนแบบง่าย ๆ พอเป็นไอเดียสำหรับคนที่ต้องการเริ่มลงทุน

คนอายุน้อย ๆ 20 – 30 ปี เสี่ยงได้มาก อาจลงทุนในตราสารทุน 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ เช่น กองทุนหุ้น หรือ จะซื้อหุ้นรายตัวก็ได้ อีกประมาณ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ อาจลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร และอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

สล็อต

อาจเก็บไว้เป็นเงินฝากธนาคาร หรือ กองทุนตราสารเงิน ที่ความเสี่ยงมันต่ำมาก อันนี้คือหลักการสำหรับคนเรียนจบใหม่ ๆ เพิ่งเริ่มทำงาน ยินดีที่จะขาดทุนได้ แต่ถ้าได้กำไรก็จะกำไรเยอะ
วัยเริ่มมีฐานะ 30 – 50 ปี เริ่มมีหน้าที่การงานดี มีเงินลงทุนได้เยอะขึ้น อาจลดระดับความเสี่ยงลงมา ลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) สัก 40 – 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตราสารหนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ และตราสารเงินหรือเงินฝากอีก 10 – 20 เปอร์เซ็นต์

วัยใกล้เกษียณ 50 – 60 ปี ควรลงทุนแบบความเสี่ยงต่ำ ตราสารทุน (หุ้น) ไม่ควรเกิน 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็จะเป็นตราสารหนี้ประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ และตราสารเงินหรือเงินฝากอยู่ที่ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ อายุเยอะแล้วทำไมยังต้องมีตราสารทุนที่บอกว่าเสี่ยงอยู่ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าไม่มีเลยผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะไม่ชนะเงินเฟ้อ เราจึงยังต้องมีสินทรัพย์ตัวหนึ่งที่มีโอกาสทำกำไรได้เยอะ แต่เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของพอร์ต

สล็อตออนไลน์

เช็กและปรับพอร์ตเป็นระยะ ตามแผนการลงทุน

การปรับพอร์ตไม่ได้หมายความว่าเราเปลี่ยนตัวสินค้า แต่ต้องดูจากพอร์ตที่เราตั้งตอนแรกว่า เราต้องการมีสินทรัพย์แต่ละอย่างกี่เปอร์เซ็นต์เพื่อกระจายความเสี่ยง สมมุติเราบอกว่าเราจะลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ และตราสารหนี้อีก 40 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หุ้นราคาขึ้น ทำให้พอร์ตของเราเปลี่ยนจากหุ้น 60 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นหุ้น 80 เปอร์เซ็นต์ ตราสารหนี้ไม่ได้ลดลง เพียงแต่หุ้นโตขึ้น นั่นแปลว่า พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงเกินสิ่งที่คุณตั้งไว้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณควรขายหุ้นบางส่วน ทำกำไร แล้วย้ายเงินจากกองทุนหุ้นมาอยู่ที่กองทุนตราสารหนี้แทน ปรับพอร์ตให้อยู่ในสัดส่วนที่มีความเสี่ยงตามที่คุณวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ควรเช็กพอร์ตทุก ๆ ปี

jumboslot

ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่ใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุน โดยผู้ออกตราสารหนี้จะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ที่กู้ยืมเงินจาก “เจ้าหนี้” หรือผู้ซื้อตราสารหนี้ที่มักจะเรียกกันว่า “ผู้ลงทุน” ในการออกตราสารหนี้จะมีการกำหนดอายุ วันชำระดอกเบี้ยและเงินต้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ย (Coupon) ที่จะจ่ายให้ผู้ลงทุนตั้งแต่เวลาที่ออกตราสารหนี้ ตราสารหนี้ยังมีสภาพคล่องสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยในประเทศไทยการซื้อขายจะผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เป็นการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหรือที่เรียกว่า Over-the-Counter

slot

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น

กรณีแบ่งตามประเภทผู้ออก สามารถแบ่งออกเป็น
• ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก ได้แก่
– พันธบัตร (Bond) ซึ่งจะมีชื่อเรียกตามผู้ออก เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศ หรือพันธบัตรการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พันธบัตรรัฐวิสาหกิจบางแห่งได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
– ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เป็นผู้ออก
• ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ แต่ต้องผ่านการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่
– หุ้นกู้ (Debenture)
– ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E)

ในต่างประเทศ Bond ใช้เรียกทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน และบางกรณีใช้คำว่า Debenture

สินทรัพย์การเงินมีอะไรให้ลงทุนบ้าง

สินทรัพย์ที่สามารถใช้ลงทุนได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1) สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Physical asset) เช่น ที่ดิน คอนโดมิเนียม งานศิลปะ นาฬิกา เครื่องประดับ กระเป๋า รถโบราณ และ 2) สินทรัพย์ทางการเงินซึ่งจับต้องไม่ได้ (Financial asset)

jumbo jili

ในส่วนของสินทรัพย์ทางการเงินนั้นสามารถแบ่งได้หลายประเภท ตามระดับความเสี่ยงและระดับของผลตอบแทนที่เป็นไปได้ ซึ่งระดับความเสี่ยงในที่นี้ หมายถึง โอกาสที่ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละช่วงเวลา เช่น ราคาหุ้นที่ขยับขึ้นลงในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ส่วนระดับของผลตอบแทนที่เป็นไปได้ หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ กำไรจากราคาหุ้น

เงินสด มีความเสี่ยงต่ำมาก เราถือเงินไว้เท่าไร ถ้าปลวกมอดไม่กินไปเสียก่อน หรือไม่ทำหายไปเสียก่อน เราก็ยังมีเงินจำนวนนั้นอยู่แน่นอน แต่ความแน่นอนนั้น ก็ต้องแลกมาด้วยการที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ เลย (ไม่มีใครใส่เงินสดไว้ในกระเป๋าสตางค์นิ่ง ๆ แล้ววันรุ่งนี้มีเงินเพิ่มได้เอง) แถมในระยะยาว เงินยังมีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ ตามราคาสินคาที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินห้าสิบบาทเมื่อสิบปีที่แล้ว อาจจะซื้อข้าวแกงทานได้หลายวัน แต่เดี๋ยวนี้ มื้อเดียวยังแทบจะไม่ได้ เท่ากับว่า เงินสดที่มีอยู่ มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง

สล็อต

เงินฝากธนาคาร ก็มีความเสี่ยงต่ำมากเช่นกัน เราฝากเงินไว้เท่าไร เมื่อเราต้องการถอนคืนจากธนาคารก็จะได้เงินจำนวนนั้นคืนค่อนข้างแน่นอน แต่ที่บอกว่า “ค่อนข้าง” ก็เพราะว่า ยังมีโอกาสที่ธนาคารนั้นมีฐานะการเงินย่ำแย่หรือมีปัญหาด้านสภาพคล่อง จนไม่สามารถคืนเงินให้เราได้ ในส่วนของผลตอบแทนก็ต่ำเช่นกัน อย่างเช่นในยุคปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ในระดับไม่ถึง 1% ต่อปี แต่ถึงแม้ผลตอบแทนจะต่ำ เจ้าของเงินก็ยังรู้ชัดเจนว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไรและเมื่อไร

ตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งก็คือเอกสารที่ภาครัฐออกให้เป็นหลักฐานว่าได้กู้ยืมเงิน (เป็นหนี้) จากนักลงทุนทั่วไป ในด้านของความเสี่ยงที่เจ้าหนี้จะไม่ได้รับเงินคืนนั้น อยู่ในระดับต่ำ เพราะภาครัฐมีความสามารถหารายรับจากเงินภาษีแถมยังสามารถกู้เงินใหม่มาใช้คืนเงินกู้เดิมได้ด้วย ในด้านของความผันผวนของราคาตราสารหนี้ชนิดนี้ ก็ยังอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐก็จะอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ดังเช่นในยุคปัจจุบันนี้ การให้รัฐบาลกู้ยืมเป็นระยะเวลา 10 ปี (ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุ 10 ปี) จะได้ผลตอบแทนเพียง 54% ต่อปีเท่านั้น

สล็อตออนไลน์

ตราสารหนี้ภาคเอกชน ก็คือเอกสารที่บริษัทเอกชนออกให้เป็นหลักฐานว่าได้กู้ยืมเงินจากนักลงทุน ซึ่งระดับความเสี่ยงว่าจะได้รับคืนเงินที่ให้กู้ยืมไปหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของบริษัทผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ ซึ่งในอดีตก็มีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวว่าเกิดการเบี้ยวหนี้ตราสารหนี้ เช่นนั้นแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนจึงแตกต่างกันไปตามระดับความน่าเชื่อถือ (ว่าจะสามารถใช้หนี้คืนได้ครบถ้วน) ของบริษัทผู้กู้ยืม ตัวอย่างเช่น การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงสุด (ระดับ AAA) อายุ 10 ปี จะได้ผลตอบแทนประมาณ 2.10% ต่อปี ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือต่ำลงมา (เช่นระดับ A) อายุ 10 ปี จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 3.70% ต่อปี

jumboslot

หุ้นสามัญ คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของในธุรกิจ ราคาหุ้นสามัญโดยเฉพาะที่สามารถซื้อขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์นั้นก็จะขยับขึ้นลงได้รายวัน เปลี่ยนไปตามปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่เข้ามากระทบ เช่น ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การควบรวมธุรกิจ การประกาศกำไรขาดทุน และเมื่อมีปัจจัยมากมายที่รายล้อมอยู่ ความเสี่ยงด้านราคาของหุ้นสามัญจึงมีสูงมาก เพียงข้ามคืนสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงหลักสิบเปอร์เซนต์ ทั้งในฝั่งได้กำไรและขาดทุน แต่กระนั้น ในระยะยาวแล้ว การลงทุนในหุ้นสามัญ ของธุรกิจที่มีการเติบโต ก็อาจสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงมาก ไม่ใช่แค่หลักสิบเปอร์เซนต์ แต่ว่ากันที่หลัก “หลายเท่าตัว” (หนึ่งเท่าตัวคือการได้ผลตอบแทน 100%) นักลงทุนจำนวนมากสามารถเปลี่ยนชีวิตได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งที่จากเคยรวยเป็นหมดตัว และที่จากจนเป็นรวยมหาศาล ก็เพราะการลงทุนในหุ้นสามัญนี่เอง

slot

เงินสกุลต่างประเทศ ก็นับเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้ลงทุนได้เช่นกัน เนื่องจากการถือเงินสกุลต่างประเทศไปสักช่วงเวลาหนึ่งนั้น สามารถสร้างผลกำไร(หรือขาดทุน) ได้ เช่น ตอนแรกเงิน 3,500 บาท ใช้แลกซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาได้ 100 เหรียญ ซึ่งเท่ากับว่า อัตราแลกเปลี่ยน หรือ “ราคาของเงิน” ในขณะนั้นคือ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ต่อมา ราคาของเงินขยับไปเป็น 40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และเนื่องจากเรามีเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอยู่ 100 เหรียญ ก็เท่ากับว่าการลงทุนนี้ได้เพิ่มค่าเป็น 4,000 บาท หรือได้กำไร 500 บาท อย่างไรก็ดี มีปัจจัยมากมาย ที่จะทำให้ราคาของเงินสกุลต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ และกระแสเงินไหลเข้าออกระหว่างประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งทำให้ การลงทุนในเงินสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงสูง จึงเป็นเหตุให้การคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทนี้ ทำได้ยาก

สัญญาอนุพันธ์ เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ราคาจะแปรเปลี่ยนไปตามสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ซึ่งในทางการเงินเรียกสินทรัพย์หลักนั้นว่า “สินทรัพย์อ้างอิง” และระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาอนุพันธ์นั้น มักจะเป็นทวีคูณของราคาสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ถ้าสินทรัพย์ราคาเพิ่มขึ้น 10% ราคาของอนุพันธ์จะเพิ่มขึ้น 50% ทำให้การลงทุนในอนุพันธ์มีความเสี่ยงสูงมาก คืออาจจะลงทุนผิดทิศทางจนขนาดทุนมหาศาลก็ได้ แต่ก็มาพร้อมกับโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน ซึ่งสินทรัพย์มีคนนำมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของอนุพันธ์นั้น ก็มีหลากหลาย เรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งหุ้นสามัญ ตราสารหนี้ ทองคำ เงินสกุลต่างประเทศ น้ำมันดิบ
โดยตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น คือ “การลงทุนโดยตรง” ในสินทรัพย์ทางการเงิน หมายถึงว่า เราจะสามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ได้เป็นรายตัวชัดเจน เช่น ซื้อหุ้น 10 หุ้น ซื้อเงินปอนด์ 10 ปอนด์ แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนในสินทรัพย์เป็นรายตัว หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์หลายตัวพร้อม ๆ กัน เช่น หุ้น 100 ตัว หรือต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่กำหนดว่าต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเป็นจำนวนเงินสูง เช่น ตราสารหนี้เอกชนบางตัวต้องซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ก็อาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถซื้อลงทุนได้จริงตามที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของการลงทุนในกองทุนรวม

ผลตอบแทนในรูปแบบกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ

ประโยชน์ของการมีผลตอบแทนที่เป็นเงินสดสม่ำเสมอ มีหลัก ๆ 3 ข้อครับ

jumbo jili

1) สร้าง Passive income
การที่ได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอจากการลงทุน ก็เหมือนกับเรามีรายได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย เหมือนให้เงินทำงานแทนเรา ลองคิดภาพง่ายๆตามนะครับ ว่า ถ้าเรามีเงินเย็น 5 ล้านบาท แล้วเราสามารถคัดเลือกหุ้นกู้จากบริษัทที่มีพื้นฐานของบริษัทดีทั้งผลประกอบการและสถานภาพทางการเงิน โดยผสมทั้งหุ้นกู้แบบ Investment Grade และ High-Yield Bond เข้าด้วยกัน แล้วหุ้นกู้ชุดนั้นที่เราลงทุนสามารถให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยให้กับเราได้ ประมาณปีละ 6% จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยถึงปีละ 300,000 บาท ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 25,000 บาท หากเป็นคนที่สามารถจัดการค่าใช้จ่ายได้ดี หรือใช้ชีวิตด้วยเงินจำนวนเท่านี้อยู่แล้ว เท่ากับว่าสามารถดำรงชีวิตได้โดยแทบไม่ต้องทำงานกันเลยทีเดียว การลงทุนในหุ้นกู้จึงถือเป็น Passive income อย่างหนึ่งที่เราสามารถลงทุนได้ครับ

สล็อต

2) วางแผนการเงินง่ายขึ้น และสามารถนำไปเป็นเงินสำรองยามฉุกเฉินได้
การที่เรารู้ และสามารถคาดการณ์ได้ว่า เราจะได้รายรับจำนวนเท่าไร ในช่วงเวลาไหน จะทำให้เราสามารถบริหาร การใช้จ่ายเงินได้ดีขึ้น ว่าจะนำเงินก้อนดังกล่าว ไว้ใช้ ไว้ลงทุน หรือไว้ออม ในขณะเดียวกัน ยังสามารถนำมาเป็นเงินสำรอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะจากเหตุการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นได้เลยว่า กระแสเงินสดมีความสำคัญเพียงใด การเกิดโรคระบาดดังกล่าว อาจทำให้เราขาดรายได้จากช่องทางหลัก แต่ผลตอบแทนที่เราได้รับจากหุ้นกู้ เราจะยังคงได้สม่ำเสมอตามเงื่อนไขที่กำหนด เราสามารถเก็บสะสมผลตอบแทนดังกล่าวเพื่อประคองตัวเองให้ดำรงชีวิต แม้จะทำได้ในระยะสั้นก็ตาม

สล็อตออนไลน์

3) มีเงินสดสำหรับการ Re-invest หรือ การนำเงินกลับมาลงทุน
ผลตอบแทนที่เป็นกระแสเงินสด ทำให้เรามีโอกาสนำเงินดังกล่าว กลับไปลงทุนใหม่ เพราะ หากมีกระแสเงินสดเข้ามา ในฐานะของนักลงทุน เราคงไม่เอาเงินนั้นใช้จ่ายทันที แต่จะนำเงินที่เราได้ไปต่อยอด เตรียมไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อไปสร้างผลตอบแทนต่อ เช่น เอาไปลงทุนในหุ้นตอนที่ตลาดตกลงมาหนักๆ เราจะได้ไม่ต้องมาเสียดายว่า “ตกรถ” เพราะไม่มีเงินสดสำหรับเข้าไปซื้อหุ้น ดังนั้นการมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอนั้น ช่วยให้เราสามารถมีเงินสดพร้อมที่จะลงทุนได้ในทุก ๆ จังหวะของตลาดครับ
High-Yield Bond คือ อะไร และผลตอบแทน

jumboslot

ในส่วนของหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงของ เพียร์ พาวเวอร์ นั้น เรามีความใกล้เคียงกับ High-Yield Bond ครับ โดย ผู้ออกหุ้นกู้ในแพลตฟอร์มของเรา จะเป็นธุรกิจที่ต้องการระดมทุน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่อง จำนวนเงินกู้ที่ต้องการระดมทุน หลักทรัพย์ค้ำประกัน และค่าใช้จ่ายในการจัดอันดับตราสารหนี้ ทำให้การระดมทุนผ่านหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงตอบโจทย์ธุรกิจ มากกว่าการออกหุ้นกู้แบบ High-Yield Bond หรือ ขอสินเชื่อจากทางสถาบันการเงิน โดยก่อนที่บริษัทดังกล่าวจะสามารถออกหุ้นกู้ผ่านแพลตฟอร์มของ เพียร์ พาวเวอร์ได้นั้น จะถูกคัดกรอง และประเมินความเสี่ยง ก่อนที่จะสามารถเข้ามาเป็นผู้เสนอขายหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงในแพลตฟอร์มได้ครับ
อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง ยังมีความแตกต่าง กับหุ้นกู้เอกชน ดังนี้

slot

  1. งวดในการจ่ายดอกเบี้ย สำหรับหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงแล้ว เรามีหุ้นกู้ที่ชำระจ่าย ทั้งแบบรายเดือน และแบบรายไตรมาส ซึ่งจะจ่ายถี่กว่าหุ้นกู้โดยทั่วไป ที่งวดการจ่ายดอกเบี้ยจะมีตั้งแต่ ทุก 6 เดือน, 1 ปี หรือแม้กระทั่ง ไม่จ่ายดอกเบี้ย(Zero-Coupon) จนถึงกำหนดไถ่ถอนเลยก็มี

2.ระยะเวลาของหุ้นกู้ หุ้นกู้โดยทั่วไป จะมีระยะเวลาหุ้นกู้ อาจอยู่ที่ 1-5 ปี แต่ระยะเวลาของหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง จะเริ่มต้นตั้งแต่ 6-24 เดือน ซึ่งการที่มีระยะเวลาสั้นกว่า ทำให้ หุ้นกู้คราวด์ฟันดิงมีสภาพคล่องที่ดีกว่าครับ

3.ผลตอบแทนในแต่ละงวด ในส่วนของหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง จะมีการจ่ายผลตอบแทนคืนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย ในแต่ละงวด ต่างจากหุ้นกู้ปกติจะจ่ายเพียงดอกเบี้ยอย่างเดียว และจะได้เงินต้นคืนเมื่อถึงกำหนดไถ่ถอน ทำให้หุ้นกู้คราวด์ฟันดิงมี ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ หรือ Default Risk ต่ำกว่าหุ้นกู้ทั่วไปนั่นเอง

สุดท้ายนี้ การศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่ลงทุน และตัดสินใจโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนให้กับทุกท่านได้เป็นอย่างดีครับ หากนักลงทุนท่านใด สนใจที่จะลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง สามารถอ่านละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครเป็นนักลงทุนของเพียร์ พาวเวอร์ได้จากลิงก์ด้านล่างเลยครับ

High-Yield Bond กับผลตอบแทน

ในสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างในปัจจุบัน นักลงทุนต่างหาสินทรัพย์ที่จะนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่จะไปลงทุนในหุ้นสามัญก็มีความผันผวนสูง ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ลงทุน และยังต้องมาลุ้นอีกว่าจะมีผู้เช่าไหม หรือการลงทุนในทองคำ

jumbo jili

ก็ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดออกมาได้อีก แล้วถ้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล่ะ? ความเสี่ยงต่ำก็จริง แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็น้อยเสียเหลือเกิน แล้วจะเหลืออะไรให้ลงทุนได้ละคราวนี้ แน่นอนครับ เมื่อมีความต้องการลงทุน ก็ยังมีกลุ่มคนที่ต้องการเงินทุนอยู่เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นช่องทางให้เกิด ตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ หุ้นกู้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถระดมทุน จากประชาชนได้ และยังมีผลตอบแทนที่น่าสนใจอย่างมาก วันนี้เพียร์ พาวเวอร์จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ High-Yield Bond ว่าตราสารหนี้ประเภทนี้ คือ อะไรครับ

High-Yield Bond คือ อะไร
High-Yield Bond คือ ตราสารหนี้ที่จ่ายผลตอบแทนในอัตราสูง นักลงทุนที่เห็นผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของ High-Yield Bond อาจจะตาลุกวาวครับ แต่แน่นอน ผลตอบแทนที่สูงต้องมาคู่กับ ความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน เพราะ High-Yield Bond เป็นหุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับตราสารออกมาต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) ซึ่งครอบคลุมถึงหุ้นกู้ที่มีอันดับต่ำกว่า BBB- ลงไป และรวมถึงหุ้นกู้ที่ไม่ได้ถูกจัดอันดับตราสารด้วย ดังนั้น High-Yield Bond จึงต้องเสนอผลตอบแทนที่สูง เพื่อชดเชยกับความเสี่ยง จากการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง

สล็อต

ทำไมธุรกิจถึงออก High-Yield Bond
เหตุผลหลัก ที่ธุรกิจออกHigh-Yield Bond นั้น เพื่อการระดมทุน แม้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก แต่ก็ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่า การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยส่วนใหญ่ธุรกิจที่ออกหุ้นกู้ดังกล่าว จะมีทั้งธุรกิจใหม่ ที่กระแสเงินสดยังไม่เสถียร เครดิตยังไม่ดี ทำให้ถูกจัดอันดับไม่สูงมากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทที่ออก High-Yield Bond จะต้องมีผลประกอบการไม่ดีเสมอไป เพราะบางธุรกิจที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลให้ภายนอก ก็เลือกที่จะไม่จัดอันดับตราสาร รวมถึง ธุรกิจที่ต้องการเงินกู้ในปริมาณน้อย ก็เลือกที่จะออกหุ้นกู้โดยไม่ถูกจัดอันดับ เพื่อประหยัดต้นทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพื่อจัดอันดับตราสาร อาจไม่คุ้มกับการออกหุ้นกู้ และมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเมื่อออกหุ้นกู้เสียอีก

ธุรกิจที่ออก High-Yield Bond

สล็อตออนไลน์

ความเสี่ยงในการลงทุน High-Yield Bond
ในสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างในปัจจุบัน นักลงทุนอาจมองว่า High-Yield Bond น่าสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว นักลงทุนควรจะศึกษา และทำความเข้าใจกับความเสี่ยงของสินทรัพย์ให้ดีเสียก่อน

เมื่อลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ Default Risk หรือ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะสะท้อนออกมาใน อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของหุ้นกู้ ยิ่งอันดับตราสารต่ำ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จะยิ่งสูง โดยเฉพาะHigh-Yield Bond ที่ถูกจัดอันดับตราสารไว้ในอันดับต่ำ นั่นแปลว่า มีความเสี่ยงสูงมากที่ บริษัทที่ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถชำระเงินต้น แก่ผู้ที่ถือหุ้นกู้ได้

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาคือ ความเสี่ยงทางตลาด (Interest Rate Risk หรือ Market Risk) หรือ ความเสี่ยงจากการผันผวนของดอกเบี้ย เพราะเมื่อตลาดซบเซา ดอกเบี้ยของหุ้นกู้จะสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาหุ้นกู้ในทิศทางตรงกันข้าม โดยผลกระทบต่อ High-Yield Bond นั้นจะรุนแรงกว่า Investment Grade Bond อย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกา เป็นเหตุให้ตลาด High-Yield Bond นั้นได้รับผลกระทบสูญเสียมูลค่ามากกว่า 25% ของมูลค่าทั้งหมด (Source: Investopedia)

jumboslot

ถึง High-Yield Bond จะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมาก แต่นักลงทุนควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนหนี้สิน (D/E ratio) และผลประกอบการของบริษัท รวมไปถึง ควรศึกษาเกี่ยวกับผู้ให้บริการ และระบบในการออกหุ้นกู้ เช่น Funding Portal ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ นายทะเบียนหุ้นกู้ หรือ Servicer เป็นต้น เนื่องจากจะมีผลกระทบในภายหลังการออกหุ้นกู้ อย่าง ในช่วงรับชำระคืน High-Yield Bond ทั้งนี้จะมีบทความในครั้งต่อไปที่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องบทบาทของผู้ให้บริการเหล่านี้ครับ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราจะต้องพบเจอในการลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะในเงินฝาก หุ้นสามัญ อนุพันธ์ ทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยงเฉพาะตัวของมัน อยู่ที่ว่าเราสามารถรับความเสี่ยงที่จะเจอได้หรือไม่ครับ

slot

ผลตอบแทนของหุ้นกู้ ไม่ว่าจะแบบไหน Investment Grade หรือ High-Yield Bond สิ่งที่ได้เป็นผลตอบแทนกลับมา คือ ดอกเบี้ย ครับ ซึ่งจะมีการกำหนดชัดเจนว่า หุ้นกู้ตัวนี้จ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ ? ระยะเวลาเท่าไหร่ ? งวดการจ่ายเป็นแบบไหน ? อาจจะจ่ายเป็นราย 6 เดือน หรือ ทุก ๆ ปี จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นกู้นั้น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญา ทำให้ระหว่างที่ลงทุนผ่านหุ้นกู้ ทางนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็น กระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง จากดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างสม่ำเสมอ ครับ

ทำไมนักลงทุนจึงสนใจลงทุนในตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนกันมากขึ้น

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ทั้ง 3 ประเภทนี้ของไทยที่ขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA ณ 19 ก.ค. 2564 สูงถึง 1.84 แสนล้านบาทคิดเป็น 1.3% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

jumbo jili

ประกอบด้วย green bond 56,600 ล้านบาท social bond 9,800 ล้านบาท และ sustainability bond 118,000 ล้านบาท (รวมพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนของกระทรวงการคลังมูลค่า 100,000 ล้านบาท)

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน หรือ ESG bond ประกอบด้วย green bond, social bond และ sustainability bond

โดย green bond หรือตราสารหนี้สีเขียวจะระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการพลังงานทางเลือก การบำบัดน้ำเสีย การคมนาคมสะอาด

ส่วนตราสารหนี้ประเภท climate bond ซึ่งเน้นการระดมทุนเพื่อลดโลกร้อน หรือ blue bondที่ระดมทุนเพื่อดูแลฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ green bond social bond หรือตราสารหนี้เพื่อสังคม จะระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น การให้บริการสาธารณสุข ส่งเสริมการศึกษา จัดหาอาชีพ การสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย

และ sustainability bond หรือตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาและส่งเสริมความยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบทั้ง green และ social

สล็อต

แม้ว่ากระแสการออกและลงทุนใน ESG bond จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนบางส่วนยังคงไม่แน่ใจว่าผลตอบแทนของการลงทุน ESG bond จะแตกต่างจากหุ้นกู้ปกติไหม หรืออะไรที่ดึงดูดให้นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนใน ESG bond เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การศึกษาเรื่องความแตกต่างของผลตอบแทนของ green bond กับตราสารหนี้ทั่วไปเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการศึกษาชิ้นแรก ๆ ของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB เมื่อปี 2018 พบว่าอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของ green bond ไม่ได้แตกต่างไปจากตราสารหนี้ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ นักลงทุนใน green bond ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกันกับตราสารหนี้ปกติ

ต่อมาในปี 2019 รายงานของ Climate Bonds Initiative พบว่า green bond 6 รุ่นจากกลุ่มตัวอย่าง 32 รุ่น มี green premium เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่ามี green bond บางรุ่นที่มีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไปนั่นเอง (เนื่องจากมูลค่าหน้าตั๋วเท่ากัน)

ถัดมาในปี 2020 ทำการศึกษาอีกครั้ง ผลการศึกษาออกมาในแนวทางเดิมที่พบว่า 9 ใน 23 รุ่นของกลุ่มตัวอย่าง ESG bond ของ 19 ประเทศมีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือมี ESG bond บางรุ่นให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป

สล็อตออนไลน์

มาถึงปีนี้ ผลการศึกษาล่าสุดของ IHS Markit ซึ่งเป็น pricing agency ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป พบว่า ESG bond ของผู้ออกจำนวน 26 ราย จากทั้งหมด 44 ราย มี green premium เกิดขึ้น

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ทั้ง 3 ประเภทนี้ของไทยที่ขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA ณ 19 ก.ค. 2564 สูงถึง 1.84 แสนล้านบาทคิดเป็น 1.3% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

ประกอบด้วย green bond 56,600 ล้านบาท social bond 9,800 ล้านบาท และ sustainability bond 118,000 ล้านบาท (รวมพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนของกระทรวงการคลังมูลค่า 100,000 ล้านบาท)

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน หรือ ESG bond ประกอบด้วย green bond, social bond และ sustainability bond

โดย green bond หรือตราสารหนี้สีเขียวจะระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการพลังงานทางเลือก การบำบัดน้ำเสีย การคมนาคมสะอาด

jumboslot

ส่วนตราสารหนี้ประเภท climate bond ซึ่งเน้นการระดมทุนเพื่อลดโลกร้อน หรือ blue bondที่ระดมทุนเพื่อดูแลฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ green bond social bond หรือตราสารหนี้เพื่อสังคม จะระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น การให้บริการสาธารณสุข ส่งเสริมการศึกษา จัดหาอาชีพ การสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย

และ sustainability bond หรือตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาและส่งเสริมความยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบทั้ง green และ social

แม้ว่ากระแสการออกและลงทุนใน ESG bond จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนบางส่วนยังคงไม่แน่ใจว่าผลตอบแทนของการลงทุน ESG bond จะแตกต่างจากหุ้นกู้ปกติไหม หรืออะไรที่ดึงดูดให้นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนใน ESG bond เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การศึกษาเรื่องความแตกต่างของผลตอบแทนของ green bond กับตราสารหนี้ทั่วไปเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการศึกษาชิ้นแรก ๆ ของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB เมื่อปี 2018 พบว่าอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของ green bond ไม่ได้แตกต่างไปจากตราสารหนี้ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ นักลงทุนใน green bond ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกันกับตราสารหนี้ปกติ

slot

ต่อมาในปี 2019 รายงานของ Climate Bonds Initiative พบว่า green bond 6 รุ่นจากกลุ่มตัวอย่าง 32 รุ่น มี green premium เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่ามี green bond บางรุ่นที่มีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไปนั่นเอง (เนื่องจากมูลค่าหน้าตั๋วเท่ากัน)

ถัดมาในปี 2020 ทำการศึกษาอีกครั้ง ผลการศึกษาออกมาในแนวทางเดิมที่พบว่า 9 ใน 23 รุ่นของกลุ่มตัวอย่าง ESG bond ของ 19 ประเทศมีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือมี ESG bond บางรุ่นให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป

มาถึงปีนี้ ผลการศึกษาล่าสุดของ IHS Markit ซึ่งเป็น pricing agency ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป พบว่า ESG bond ของผู้ออกจำนวน 26 ราย จากทั้งหมด 44 ราย มี green premium เกิดขึ้น