ตลาดตราสารหนี้ในระยะถัดไป

ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม

jumbo jili

ปัจจัยที่ 1 ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากประธานาธิบดีมาจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา หรือ Sweep Election จะทำให้การดำเนินนโยบายการคลังของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดมหาศาล

ปัจจัยที่ 2 การใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จะเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจนกว่าจะมีการใช้วัคซีนอย่างแพร่หลาย จึงจะทำให้ความเชื่อมั่นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจกลับมา

ทั้ง 2 ปัจจัยมีผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯ มีความชันมากขึ้น และน่าจะส่งผลเช่นเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ขณะที่อัตราผลตอบแทนระยะสั้นมีแนวโน้มทรงตัวสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ และไทยที่คาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงสิ้นปี 2021

สล็อต

จากสถานการณ์ข้างต้น จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนบางส่วนไปตราสารหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศอย่างเดียว ทั้งนี้ จากความเสี่ยงที่มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวช้า ปัญหาทางการเมืองในประเทศ แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายตราสารหนี้ไทยออกมา เพื่อ re-allocate ไปลงทุนในภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ นักลงทุนอาจมองหาจังหวะในการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากเศรษฐกิจและการค้าโลกฟื้นตัว ได้แก่ ตราสารหนี้ประเทศพัฒนาแล้ว (DM Bond) ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่อื่นๆ (EM Bond) ซึ่งรวมถึงหุ้นกู้เอกชนกลุ่มที่ระดับความเสี่ยงที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) โดยเฉพาะตราสารหนี้ประเทศพัฒนาแล้ว นักลงทุนจึงควรมีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงในกรณีที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ และวัคซีน COVID-19 ไม่มาตามคาดการณ์ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมอีกระลอก โดยจะส่งผลให้ตราสารหนี้กลุ่มนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

สล็อตออนไลน์


อย่างไรก็ตาม การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคมให้ผลตอบแทนเพียง 1.2% (คำนวณจากอัตราผลตอบแทนรวมของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทย) เมื่อเทียบผลตอบแทนจากพันธบัตรกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (US, GE, SG, UK, JP) และกลุ่มประเทศเกิดใหม่เอเชีย (PH, CN, MY, KR, ID) ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.4% และ 6.5% (แท่งสีม่วง)

เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย มาจาก 4 ปัจจัย

ปัจจัยที่ 1 ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อGDP ที่มีแนวโน้มลดลงเหลือ 4% ในปี 2020 เทียบกับ 7% ในปี 2019 จากรายได้นักท่องเที่ยวที่ลดลง

ปัจจัยที่ 2 ผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย จึงไม่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ

ปัจจัยที่ 3 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ 4 ความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ (แบบไม่ปิดความเสี่ยงค่าเงิน) ได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากผลตอบแทนพันธบัตร 3-10% (แท่งสีเหลือง)

ทั้งนี้ วิกฤติ COVID-19 ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อลดความผันผวนและเพิ่มแหล่งที่มาของผลตอบแทนให้กับพอร์ตลงทุน

jumboslot


ดังกราฟดัชนีผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งถูกแปลงให้อยู่ในรูปสกุลเงินบาท แสดงให้เห็นว่าในช่วงเดือนมีนาคม นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจากความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาหุ้น หุ้นกู้ น้ำมัน ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงไทยปรับฐานรุนแรง และเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยแทน อาทิ พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น ทำให้ราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวขึ้นสวนทางกับสินทรัพย์ส่วนใหญ่

ด้านพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย แม้จะถูกเทขายในเดือนมีนาคมแต่ก็สามารถฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยมาก เนื่องจากผลตอบแทนที่สูงกว่า มีความน่าสนใจมากกว่า และค่าเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่า เมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคเดียวกัน

ผลจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบ Unconventional ทั้งการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ การควบคุมอัตราผลตอบแทน หรือ yield-curve-control และการเข้าซื้อสินทรัพย์โดยตรง หรือ Quantitative Easing ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง จนปริมาณตราสารหนี้ทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนติดลบเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

slot


สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทย หากมองภาพไปข้างหน้า อาจมีความท้าทายที่นักลงทุนอาจต้องเริ่มคิดถึง scenario ที่พันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝากธนาคารให้ดอกเบี้ย 0% หากเศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของ COVID-19 หรือสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบกับการส่งออก ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบันที่ 0.50% ลงอีกก็เป็นได้