ทำไม “กองทุนรวมตราสารหนี้” ถึงติดลบ

“กองทุนรวมตราสารหนี้” ชื่อนี้ใคร ๆ ก็ต้องนึกถึงความปลอดภัยพร้อมผลตอบแทนที่ค่อนข้างคงที่ แต่เมื่อดู NAV (ราคา) ของ “กองทุนรวมตราสารหนี้” แล้วจะเห็นว่ามีบางวันหรือบางช่วงที่ราคาติดลบ เช่น ช่วงแรกที่ โควิด-19 ระบาดแล้วราคากองทุนรวมตราสารหนี้ปรับตัวลงกันหนักเลยทีเดียว

jumbo jili

พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนกำลังสงสัยกันอยู่ว่าทำไม NAV (ราคา) ของกองทุนตราสารหนี้ถึงติดลบได้ วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปไขข้อข้องใจกัน

ทำไม “กองทุนรวมตราสารหนี้” ถึงติดลบ ?
ก่อนจะรู้สาเหตุก็ต้องรู้จักวิธีการคิด NAV ของกองทุนตราสารหนี้กันก่อน

ตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์การเงินที่ถูกซื้อขายกันทุกวันทำการในตลาดได้เหมือนกับหุ้น เมื่อมีตลาดก็เลยทำให้ตราสารหนี้มีราคาตลาด ซึ่งก็คือราคาที่ซื้อขายกันจริง ๆ และทุกสิ้นวันทำการ กองทุนรวมจะประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิหรือ NAV ของกองทุน โดยคำนวณจากราคาตอนปิดตลาด (ราคาตลาดที่อัปเดตล่าสุดนั่นเอง) วิธีนี้เรียกว่า Mark to Market

ซึ่งราคาตลาดของตราสารหนี้ที่กองทุนเอามาใช้เพื่อ Mark to Market มักได้รับอิทธิพลจาก 2 ปัจจัยหลัก ๆ คือ

1.การปรับอัตราดอกเบี้ย
พี่ทุยขอสมมติให้ตราสารหนี้ของบริษัท A จ่ายอัตราผลตอบแทน 3% อยู่มาวันหนึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วบริษัท A จะออกตราสารหนี้ใหม่ที่มีความเสี่ยงและอายุเท่ากัน ก็ต้องให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เพื่อให้ตราสารหนี้ตัวใหม่ขายออก

สล็อต


ด้วยเหตุนี้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้เลือกลงทุนตราสารหนี้ที่จะออกใหม่ ส่วนตราสารหนี้เดิมจะได้รับความสนใจน้อยลง ราคาก็เลยปรับตัวลง ดังนั้นมูลค่าตราสารหนี้ที่กองทุนรวมถือครองอยู่เลยลดลง ทำให้ NAV ของกองทุนตราสารหนี้ลดลง

ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็ต้องลดลง นักลงทุนก็จะสนใจลงทุนตราสารหนี้เดิมมากกว่าตราสารหนี้ที่กำลังออกมาใหม่ ราคาตราสารหนี้เดิมจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น NAV ของกองทุนตราสารหนี้จึงเพิ่มขึ้น

2.สถานะการเงินของบริษัท และสภาพเศรษฐกิจ
ตราสารหนี้ก็คือตราสารแสดงความเป็นเจ้าหนี้ การซื้อขายคือการเปลี่ยนความเป็นเจ้าหนี้ สมมติว่าบริษัท A มีฐานะการเงินแย่ลง เช่น กำไรตกฮวบ มีหนี้เกินกว่าทุนมากเกินไป อาจผิดชำระหนี้ได้ ราคาของตราสารหนี้ที่บริษัท A ที่ออกไปก่อนหน้านี้ก็จะลดลง

ในทางกลับกันถ้าบริษัท A มีฐานะการเงินดีขึ้น ราคาของตราสารหนี้ก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น NAV ของกองทุนก็จะขึ้นหรือลงตามสถานะการเงินของบริษัทที่กองทุนลงทุนในตราสารหนี้อยู่

สล็อตออนไลน์

ส่วนสภาพเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับราคาตราสารหนี้ในลักษณะเดียวกับสถานะการเงินของบริษัท นั่นคือหากเศรษฐกิจของประเทศที่บริษัท A ทำธุรกิจอยู่เกิดซบเซา แน่นอนว่าราคาตราสารหนี้ของบริษัท A ต้องลดลง เช่นเดียวกับราคาตราสารหนี้ของอีกหลายบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศนั้นก็จะลดเหมือนกัน

ซึ่ง NAV ของกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ก็จะลดตามไปด้วย กลับกันถ้าเศรษฐกิจเติบโต ราคาตราสารหนี้ก็จะปรับตัวขึ้น ทำให้ NAV ของกองทุนเพิ่มขึ้น

อ่านแล้วอาจดูซับซ้อนไปหน่อย แต่วันนี้พี่ทุยมีคำแนะนำมาฝากสำหรับใครที่กำลังคิดจะลงทุนกองทุนตราสารหนี้แล้วอยากให้ NAV มีโอกาสติดลบให้น้อยที่สุด

jumboslot

วิธีซื้อ “กองทุนรวมตราสารหนี้” ให้ติดลบน้อยที่สุด
ไม่เลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งอยู่ในประเทศที่กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ (สภาพเศรษฐกิจ)
เลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้อันดับความน่าเชื่อถือสูงหรือเกรดลงทุน (Investment grade) หลีกเลี่ยงตราสารหนี้เกรดเก็งกำไร (High yield) (สถานะการเงินของบริษัท)
ช่วงไหนที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น พี่ทุยจะเลือกกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนช่วงดอกเบี้ยขาลงก็จะเลือกกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว (การปรับอัตราดอกเบี้ย)

slot

แต่ถ้าถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตโควิด-19 พี่ทุยก็จะเลือกกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล เพราะพันธบัตรรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือและสภาพคล่องสูงที่สุด ราคาจึงได้รับผลกระทบน้อยที่สุด (สถานะการเงินของบริษัท และสภาพเศรษฐกิจ)
จะเห็นว่าคำแนะนำทั้งหมดที่พี่ทุยเอามาฝากกันมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยง และอย่างที่พี่ทุยบอกไปว่ากองทุนคำนวณ NAV โดยใช้ราคาตลาด แม้จะเลือกกองทุนรวมตราสารหนี้ตามคำแนะนำไปแล้ว ก็อาจมีบางวันที่ตลาดมีความกังวลต่อปัจจัยระยะสั้นจนทำให้ราคาตราสารหนี้ลดลงก็เป็นไปได้

แต่… พี่ทุยเชื่อว่าถ้าใช้แนะนำไปเลือกองทุนตราสารหนี้แล้ว ก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเจอกับ NAV ติดลบไปได้มากเลยทีเดียว

ตราสารหนี้มัดย้อมที่ถูกลืม

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่ต้องยุ่งกับมันแล้วจะดีกว่า หรือคงคิดว่ามันคงไม่มีใครบ้าพอที่จะลงทุนในตราสารชนิดนี้อีกแล้ว

jumbo jili

แต่เหตุผลที่ต้องอธิบายในส่วนนี้ก็เพราะ ปัจจุบันยังมีกองทุนตราสารหนี้ จำพวกกองทุนต่างประเทศที่ยังลงทุนในส่วนของ MBS อยู่ ซึ่งปัจจุบัน MBS ก็มีการควบคุมให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้นไม่ปล่อยปละละเลยเช่นแต่ก่อนแล้ว

MBS หากอธิบายคร่าว ๆ ก็คือตราสารประเภท Fixed income ที่นำสินเชื่อบ้านต่าง ๆ มามัดรวมกันโดยอาจจะผสมทั้งตัวเครดิตดี ๆ และเครดิตไม่ดีเข้าไปด้วย และถัวเฉลี่ยเรทเครดิตกันออกมาในตอนสุดท้าย โดยอาจจะมีธนาคารหรือหน่วยงานต่าง ๆ ปล่อยมาอีกทีแล้วกิน % ดอกเบี้ยก่อนมอบให้นักลงทุน

ส่วนความอันตรายของตราสารประเภทนี้ก็คือการนำตัวเครดิตไม่ดีมามัดเข้าไปด้วย ซึ่งถ้าคนพวกนี้จ่ายหนี้ไม่ได้ระบบมันก็อาจจะพัง ซึ่งคนที่มีเครดิตไม่ดีก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงกว่าคนเครดิตดี ที่มีสถานะทางการเงินดีกว่า

แต่ถึงอย่างนั้นด้วยการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นหลังวิกฤติ Subprime ก็อาจทำให้บางกองทุนเข้าลงทุนมากขึ้น

nter logo
หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

สล็อต

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน
วิธีดูตราสารหนี้ ลงทุนอย่างไรให้มีชั้นเชิง!
อย่างที่ได้บอกไว้ข้างต้นว่าบางทีตราสารหนี้อาจเทรดสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาจริง ๆ ได้ ซึ่งนั่นก็เปิดโอกาสให้กับนักลงทุนได้อาศัยส่วนต่างหรือข้อผิดพลาดที่ว่าในการหาโอกาส

แต่หากว่ากันในเชิงมูลค่าหรือ value แล้วเราอาจจะซื้อตราสารหนี้ที่เทรดต่ำกว่าราคาพาร์ และยิ่งต่ำอาจจะยิ่งดีเสียด้วยซ้ำ!

ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยกันว่าแล้วทำไมเราต้องไปซื้ออะไรที่มันแย่ ๆ ไร้อนาคต ไร้แนวโน้ม ไร้ราคาด้วย คำตอบก็คือเวลาที่ตราสารหนี้นั้นถูกเทรดต่ำกว่าราคา ถ้าเราคิดดี ๆ แล้วเรากำลังซื้อตราสารหนี้ที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าจริง ๆ ของมันอยู่ ซึ่งเราจะซื้อในราคาที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยหรือที่เรียกกันเท่ ๆ ว่า Margin of Safety

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อตราสารหนี้ที่ราคา 800 บาทจากราคาพาร์ที่ 1,000 บาท เราก็จะได้ส่วนเผื่อความปลอดภัยขึ้นมาถึง 20% และจะมากกว่านั้นหากมันยิ่งต่ำลงไป! เพราะมันหมายความว่าราคามันจะลดลงไปได้อีกไม่มาก จากจุดที่มันอยู่

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็อาจจะต้องมาประเมินกันอีกทีว่าตราสารหนี้ลดราคาที่เราจะซื้อมีแนวโน้มที่จะจ่ายหนี้ไหวไหม ถ้าประเมินผิดเกิดมัน Default หรือหนี้สูญขึ้นมา เราก็อาจจะต้องปวดหัวกับมันเป็นแน่

สล็อตออนไลน์

แต่มันก็คงดีกว่าการที่เราเทรดอะไรที่มันเกินมูลค่าแล้วเราไม่รู้ว่ามันจะไปได้อีกสักแค่ไหนจริงไหมครับ?

ตัวอย่างกองทุนตราสารหนี้ต่าง ๆ ที่ FINNOMENA แนะนำในตอนนี้
กองทุนตราสารหนี้โลก
UGIS-N

ไหน ๆ ก็เพิ่งพูดเรื่อง MBS ไปกองทุนนี้เป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศอย่าง PIMCO GIS-Income Fund ซึ่งมีชื่อเรื่องการบริหารตราสารหนี้อยู่แล้ว และผลตอบแทนก็ทำได้ดีทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลงอีกด้วย ซึ่งในตอนนี้สัดส่วนหลักก็ได้มีการลงทุนใน MBS

นอกจากนั้นยังมีกองทุนอื่น ๆ ในไทยที่ลงทุนใน PIMCO GIS-Income Fund อีกเช่นกัน เช่น…

TMBGINCOME

PRINCIPAL GFIXED

jumboslot

KF-CSINCOM

KKP G-UBOND-H

ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ Jupiter Global Fund – Jupiter Dynamic Bond มีการจัดการแบบ Active ผสมผสานทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน มีสัดส่วนอายุตราสารหนี้โดยรวมของพอร์ตระดับกลาง ๆ ผ่านการผสมตราสารหนี้หลากหลายอายุเข้าด้วยกัน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีกองทุนอื่น ๆ ในไทยที่ลงทุนใน Jupiter Global Fund – Jupiter Dynamic Bond อีกเช่นกัน เช่น…

UDB-A

UDB-N

กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง
KFAFIX-A

กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางจัดการในไทย เน้นจัดการแบบ Active ผสมผสานทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน

PRINCIPAL IFIXED-A

กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางจัดการในไทย เน้นจัดการแบบ Active ผสมผสานทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน เช่นเดียวกัน

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
KFSMART

slot

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าเงินฝาก โดยอาจมีส่วนผสมทั้งแบบเกรดลงทุนและไม่ใช่เกรดลงทุน

ASP-DPLUS

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเช่นเดียวกัน ตราสารแห่งหนี้ ตราสารกึ่งหนี้ กึ่งทุน ตราสารทางการเงิน และ/หรือเงินฝาก และ/หรือหลักทรัพย์รือ ทรัพย์สินอื่นตามท่ีสานักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กาหนดให้กองทุนลงทุนได้ โดยลงทุนในตราสารหนี้แบบเกรดลงทุน

ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้
1) ความเสี่ยงในเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้ (Default risk)
เป็นความเสี่ยงจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเงินต้นหรือดอกเบี้ย โดยเราอาจพิจารณาเพิ่มเติมจากสิ่งต่าง ๆ เช่น หากเป็นพันธบัตร เราอาจจะดูว่าประเทศนั้น ๆ มีสถานะมั่นคงแข็งแกร่งหรือไม่

หรือ หากเป็นตราสารหนี้เอกชนเราก็ต้องตรวจสอบ งบการเงินหรือสถานะการเงินของบริษัทหรือกิจการนั้น ๆ ให้ถี่ถ้วน

2) ความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่อง (Liquidity risk)
หากเกิดการขาดสภาพคล่องการซื้อขาย ขึ้นมา เช่น ในช่วงวิกฤติที่มีแต่คนขายมาก ๆ ด้วยความตกใจ (ลองจินตนาการเป็นหุ้นในช่วงวิกฤติที่มีแต่คนอยากขาย มีคนซื้อน้อย ๆ)

3) ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)
อย่างที่กล่าวกันไว้ก่อนหน้าว่าอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวนเรื่อย ๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ลงทุนในตราสารหนี้อาจต้องเข้าใจความเสี่ยงในส่วนนี้ให้ดี

4) ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation risk)
อาจเกิดขึ้นได้หากเราลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะ อาจทำให้เงินเฟ้อซึ่งลดมูลค่าของเงินสูงกว่าผลตอบแทนของตราสารหนี้ได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีตราสารหนี้ตัวเลือกอื่นให้ลงทุนอย่างเช่น TIPS หรือพันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

5) ความเสี่ยงจากการนำเงินไปลงทุนต่อ (Reinvestment risk)
เกิดขึ้นได้ในช่วงดอกเบี้ยขาลง เมื่อเรานำเงินต้นหรือดอกเบี้ยไปลงทุนต่อจึงอาจทำให้ราคาและดอกเบี้ยมีความผันผวน อีกทั้งคนออกตราสารอาจใช้จังหวะในช่วงดอกเบี้ยขาลงไถ่ถอนตราสารก่อนกำหนด และออกตราสารหนี้ชุดใหม่ในต้นทุนที่ต่ำกว่า (ใช้ประโยชน์จากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย)