สินทรัพย์การเงินมีอะไรให้ลงทุนบ้าง

สินทรัพย์ที่สามารถใช้ลงทุนได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1) สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Physical asset) เช่น ที่ดิน คอนโดมิเนียม งานศิลปะ นาฬิกา เครื่องประดับ กระเป๋า รถโบราณ และ 2) สินทรัพย์ทางการเงินซึ่งจับต้องไม่ได้ (Financial asset)

jumbo jili

ในส่วนของสินทรัพย์ทางการเงินนั้นสามารถแบ่งได้หลายประเภท ตามระดับความเสี่ยงและระดับของผลตอบแทนที่เป็นไปได้ ซึ่งระดับความเสี่ยงในที่นี้ หมายถึง โอกาสที่ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละช่วงเวลา เช่น ราคาหุ้นที่ขยับขึ้นลงในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ส่วนระดับของผลตอบแทนที่เป็นไปได้ หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ กำไรจากราคาหุ้น

เงินสด มีความเสี่ยงต่ำมาก เราถือเงินไว้เท่าไร ถ้าปลวกมอดไม่กินไปเสียก่อน หรือไม่ทำหายไปเสียก่อน เราก็ยังมีเงินจำนวนนั้นอยู่แน่นอน แต่ความแน่นอนนั้น ก็ต้องแลกมาด้วยการที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ เลย (ไม่มีใครใส่เงินสดไว้ในกระเป๋าสตางค์นิ่ง ๆ แล้ววันรุ่งนี้มีเงินเพิ่มได้เอง) แถมในระยะยาว เงินยังมีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ ตามราคาสินคาที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินห้าสิบบาทเมื่อสิบปีที่แล้ว อาจจะซื้อข้าวแกงทานได้หลายวัน แต่เดี๋ยวนี้ มื้อเดียวยังแทบจะไม่ได้ เท่ากับว่า เงินสดที่มีอยู่ มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง

สล็อต

เงินฝากธนาคาร ก็มีความเสี่ยงต่ำมากเช่นกัน เราฝากเงินไว้เท่าไร เมื่อเราต้องการถอนคืนจากธนาคารก็จะได้เงินจำนวนนั้นคืนค่อนข้างแน่นอน แต่ที่บอกว่า “ค่อนข้าง” ก็เพราะว่า ยังมีโอกาสที่ธนาคารนั้นมีฐานะการเงินย่ำแย่หรือมีปัญหาด้านสภาพคล่อง จนไม่สามารถคืนเงินให้เราได้ ในส่วนของผลตอบแทนก็ต่ำเช่นกัน อย่างเช่นในยุคปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ในระดับไม่ถึง 1% ต่อปี แต่ถึงแม้ผลตอบแทนจะต่ำ เจ้าของเงินก็ยังรู้ชัดเจนว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไรและเมื่อไร

ตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งก็คือเอกสารที่ภาครัฐออกให้เป็นหลักฐานว่าได้กู้ยืมเงิน (เป็นหนี้) จากนักลงทุนทั่วไป ในด้านของความเสี่ยงที่เจ้าหนี้จะไม่ได้รับเงินคืนนั้น อยู่ในระดับต่ำ เพราะภาครัฐมีความสามารถหารายรับจากเงินภาษีแถมยังสามารถกู้เงินใหม่มาใช้คืนเงินกู้เดิมได้ด้วย ในด้านของความผันผวนของราคาตราสารหนี้ชนิดนี้ ก็ยังอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐก็จะอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ดังเช่นในยุคปัจจุบันนี้ การให้รัฐบาลกู้ยืมเป็นระยะเวลา 10 ปี (ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุ 10 ปี) จะได้ผลตอบแทนเพียง 54% ต่อปีเท่านั้น

สล็อตออนไลน์

ตราสารหนี้ภาคเอกชน ก็คือเอกสารที่บริษัทเอกชนออกให้เป็นหลักฐานว่าได้กู้ยืมเงินจากนักลงทุน ซึ่งระดับความเสี่ยงว่าจะได้รับคืนเงินที่ให้กู้ยืมไปหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของบริษัทผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ ซึ่งในอดีตก็มีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวว่าเกิดการเบี้ยวหนี้ตราสารหนี้ เช่นนั้นแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนจึงแตกต่างกันไปตามระดับความน่าเชื่อถือ (ว่าจะสามารถใช้หนี้คืนได้ครบถ้วน) ของบริษัทผู้กู้ยืม ตัวอย่างเช่น การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงสุด (ระดับ AAA) อายุ 10 ปี จะได้ผลตอบแทนประมาณ 2.10% ต่อปี ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือต่ำลงมา (เช่นระดับ A) อายุ 10 ปี จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 3.70% ต่อปี

jumboslot

หุ้นสามัญ คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของในธุรกิจ ราคาหุ้นสามัญโดยเฉพาะที่สามารถซื้อขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์นั้นก็จะขยับขึ้นลงได้รายวัน เปลี่ยนไปตามปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่เข้ามากระทบ เช่น ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การควบรวมธุรกิจ การประกาศกำไรขาดทุน และเมื่อมีปัจจัยมากมายที่รายล้อมอยู่ ความเสี่ยงด้านราคาของหุ้นสามัญจึงมีสูงมาก เพียงข้ามคืนสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงหลักสิบเปอร์เซนต์ ทั้งในฝั่งได้กำไรและขาดทุน แต่กระนั้น ในระยะยาวแล้ว การลงทุนในหุ้นสามัญ ของธุรกิจที่มีการเติบโต ก็อาจสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงมาก ไม่ใช่แค่หลักสิบเปอร์เซนต์ แต่ว่ากันที่หลัก “หลายเท่าตัว” (หนึ่งเท่าตัวคือการได้ผลตอบแทน 100%) นักลงทุนจำนวนมากสามารถเปลี่ยนชีวิตได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งที่จากเคยรวยเป็นหมดตัว และที่จากจนเป็นรวยมหาศาล ก็เพราะการลงทุนในหุ้นสามัญนี่เอง

slot

เงินสกุลต่างประเทศ ก็นับเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้ลงทุนได้เช่นกัน เนื่องจากการถือเงินสกุลต่างประเทศไปสักช่วงเวลาหนึ่งนั้น สามารถสร้างผลกำไร(หรือขาดทุน) ได้ เช่น ตอนแรกเงิน 3,500 บาท ใช้แลกซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาได้ 100 เหรียญ ซึ่งเท่ากับว่า อัตราแลกเปลี่ยน หรือ “ราคาของเงิน” ในขณะนั้นคือ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ต่อมา ราคาของเงินขยับไปเป็น 40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และเนื่องจากเรามีเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอยู่ 100 เหรียญ ก็เท่ากับว่าการลงทุนนี้ได้เพิ่มค่าเป็น 4,000 บาท หรือได้กำไร 500 บาท อย่างไรก็ดี มีปัจจัยมากมาย ที่จะทำให้ราคาของเงินสกุลต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ และกระแสเงินไหลเข้าออกระหว่างประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งทำให้ การลงทุนในเงินสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงสูง จึงเป็นเหตุให้การคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทนี้ ทำได้ยาก

สัญญาอนุพันธ์ เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ราคาจะแปรเปลี่ยนไปตามสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ซึ่งในทางการเงินเรียกสินทรัพย์หลักนั้นว่า “สินทรัพย์อ้างอิง” และระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาอนุพันธ์นั้น มักจะเป็นทวีคูณของราคาสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ถ้าสินทรัพย์ราคาเพิ่มขึ้น 10% ราคาของอนุพันธ์จะเพิ่มขึ้น 50% ทำให้การลงทุนในอนุพันธ์มีความเสี่ยงสูงมาก คืออาจจะลงทุนผิดทิศทางจนขนาดทุนมหาศาลก็ได้ แต่ก็มาพร้อมกับโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน ซึ่งสินทรัพย์มีคนนำมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของอนุพันธ์นั้น ก็มีหลากหลาย เรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งหุ้นสามัญ ตราสารหนี้ ทองคำ เงินสกุลต่างประเทศ น้ำมันดิบ
โดยตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น คือ “การลงทุนโดยตรง” ในสินทรัพย์ทางการเงิน หมายถึงว่า เราจะสามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ได้เป็นรายตัวชัดเจน เช่น ซื้อหุ้น 10 หุ้น ซื้อเงินปอนด์ 10 ปอนด์ แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนในสินทรัพย์เป็นรายตัว หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์หลายตัวพร้อม ๆ กัน เช่น หุ้น 100 ตัว หรือต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่กำหนดว่าต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเป็นจำนวนเงินสูง เช่น ตราสารหนี้เอกชนบางตัวต้องซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ก็อาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถซื้อลงทุนได้จริงตามที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของการลงทุนในกองทุนรวม

ผลตอบแทนในรูปแบบกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ

ประโยชน์ของการมีผลตอบแทนที่เป็นเงินสดสม่ำเสมอ มีหลัก ๆ 3 ข้อครับ

jumbo jili

1) สร้าง Passive income
การที่ได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอจากการลงทุน ก็เหมือนกับเรามีรายได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย เหมือนให้เงินทำงานแทนเรา ลองคิดภาพง่ายๆตามนะครับ ว่า ถ้าเรามีเงินเย็น 5 ล้านบาท แล้วเราสามารถคัดเลือกหุ้นกู้จากบริษัทที่มีพื้นฐานของบริษัทดีทั้งผลประกอบการและสถานภาพทางการเงิน โดยผสมทั้งหุ้นกู้แบบ Investment Grade และ High-Yield Bond เข้าด้วยกัน แล้วหุ้นกู้ชุดนั้นที่เราลงทุนสามารถให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยให้กับเราได้ ประมาณปีละ 6% จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยถึงปีละ 300,000 บาท ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 25,000 บาท หากเป็นคนที่สามารถจัดการค่าใช้จ่ายได้ดี หรือใช้ชีวิตด้วยเงินจำนวนเท่านี้อยู่แล้ว เท่ากับว่าสามารถดำรงชีวิตได้โดยแทบไม่ต้องทำงานกันเลยทีเดียว การลงทุนในหุ้นกู้จึงถือเป็น Passive income อย่างหนึ่งที่เราสามารถลงทุนได้ครับ

สล็อต

2) วางแผนการเงินง่ายขึ้น และสามารถนำไปเป็นเงินสำรองยามฉุกเฉินได้
การที่เรารู้ และสามารถคาดการณ์ได้ว่า เราจะได้รายรับจำนวนเท่าไร ในช่วงเวลาไหน จะทำให้เราสามารถบริหาร การใช้จ่ายเงินได้ดีขึ้น ว่าจะนำเงินก้อนดังกล่าว ไว้ใช้ ไว้ลงทุน หรือไว้ออม ในขณะเดียวกัน ยังสามารถนำมาเป็นเงินสำรอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะจากเหตุการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นได้เลยว่า กระแสเงินสดมีความสำคัญเพียงใด การเกิดโรคระบาดดังกล่าว อาจทำให้เราขาดรายได้จากช่องทางหลัก แต่ผลตอบแทนที่เราได้รับจากหุ้นกู้ เราจะยังคงได้สม่ำเสมอตามเงื่อนไขที่กำหนด เราสามารถเก็บสะสมผลตอบแทนดังกล่าวเพื่อประคองตัวเองให้ดำรงชีวิต แม้จะทำได้ในระยะสั้นก็ตาม

สล็อตออนไลน์

3) มีเงินสดสำหรับการ Re-invest หรือ การนำเงินกลับมาลงทุน
ผลตอบแทนที่เป็นกระแสเงินสด ทำให้เรามีโอกาสนำเงินดังกล่าว กลับไปลงทุนใหม่ เพราะ หากมีกระแสเงินสดเข้ามา ในฐานะของนักลงทุน เราคงไม่เอาเงินนั้นใช้จ่ายทันที แต่จะนำเงินที่เราได้ไปต่อยอด เตรียมไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อไปสร้างผลตอบแทนต่อ เช่น เอาไปลงทุนในหุ้นตอนที่ตลาดตกลงมาหนักๆ เราจะได้ไม่ต้องมาเสียดายว่า “ตกรถ” เพราะไม่มีเงินสดสำหรับเข้าไปซื้อหุ้น ดังนั้นการมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอนั้น ช่วยให้เราสามารถมีเงินสดพร้อมที่จะลงทุนได้ในทุก ๆ จังหวะของตลาดครับ
High-Yield Bond คือ อะไร และผลตอบแทน

jumboslot

ในส่วนของหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงของ เพียร์ พาวเวอร์ นั้น เรามีความใกล้เคียงกับ High-Yield Bond ครับ โดย ผู้ออกหุ้นกู้ในแพลตฟอร์มของเรา จะเป็นธุรกิจที่ต้องการระดมทุน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่อง จำนวนเงินกู้ที่ต้องการระดมทุน หลักทรัพย์ค้ำประกัน และค่าใช้จ่ายในการจัดอันดับตราสารหนี้ ทำให้การระดมทุนผ่านหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงตอบโจทย์ธุรกิจ มากกว่าการออกหุ้นกู้แบบ High-Yield Bond หรือ ขอสินเชื่อจากทางสถาบันการเงิน โดยก่อนที่บริษัทดังกล่าวจะสามารถออกหุ้นกู้ผ่านแพลตฟอร์มของ เพียร์ พาวเวอร์ได้นั้น จะถูกคัดกรอง และประเมินความเสี่ยง ก่อนที่จะสามารถเข้ามาเป็นผู้เสนอขายหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงในแพลตฟอร์มได้ครับ
อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง ยังมีความแตกต่าง กับหุ้นกู้เอกชน ดังนี้

slot

  1. งวดในการจ่ายดอกเบี้ย สำหรับหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงแล้ว เรามีหุ้นกู้ที่ชำระจ่าย ทั้งแบบรายเดือน และแบบรายไตรมาส ซึ่งจะจ่ายถี่กว่าหุ้นกู้โดยทั่วไป ที่งวดการจ่ายดอกเบี้ยจะมีตั้งแต่ ทุก 6 เดือน, 1 ปี หรือแม้กระทั่ง ไม่จ่ายดอกเบี้ย(Zero-Coupon) จนถึงกำหนดไถ่ถอนเลยก็มี

2.ระยะเวลาของหุ้นกู้ หุ้นกู้โดยทั่วไป จะมีระยะเวลาหุ้นกู้ อาจอยู่ที่ 1-5 ปี แต่ระยะเวลาของหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง จะเริ่มต้นตั้งแต่ 6-24 เดือน ซึ่งการที่มีระยะเวลาสั้นกว่า ทำให้ หุ้นกู้คราวด์ฟันดิงมีสภาพคล่องที่ดีกว่าครับ

3.ผลตอบแทนในแต่ละงวด ในส่วนของหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง จะมีการจ่ายผลตอบแทนคืนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย ในแต่ละงวด ต่างจากหุ้นกู้ปกติจะจ่ายเพียงดอกเบี้ยอย่างเดียว และจะได้เงินต้นคืนเมื่อถึงกำหนดไถ่ถอน ทำให้หุ้นกู้คราวด์ฟันดิงมี ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ หรือ Default Risk ต่ำกว่าหุ้นกู้ทั่วไปนั่นเอง

สุดท้ายนี้ การศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่ลงทุน และตัดสินใจโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนให้กับทุกท่านได้เป็นอย่างดีครับ หากนักลงทุนท่านใด สนใจที่จะลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง สามารถอ่านละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครเป็นนักลงทุนของเพียร์ พาวเวอร์ได้จากลิงก์ด้านล่างเลยครับ

High-Yield Bond กับผลตอบแทน

ในสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างในปัจจุบัน นักลงทุนต่างหาสินทรัพย์ที่จะนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่จะไปลงทุนในหุ้นสามัญก็มีความผันผวนสูง ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ลงทุน และยังต้องมาลุ้นอีกว่าจะมีผู้เช่าไหม หรือการลงทุนในทองคำ

jumbo jili

ก็ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดออกมาได้อีก แล้วถ้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล่ะ? ความเสี่ยงต่ำก็จริง แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็น้อยเสียเหลือเกิน แล้วจะเหลืออะไรให้ลงทุนได้ละคราวนี้ แน่นอนครับ เมื่อมีความต้องการลงทุน ก็ยังมีกลุ่มคนที่ต้องการเงินทุนอยู่เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นช่องทางให้เกิด ตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ หุ้นกู้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถระดมทุน จากประชาชนได้ และยังมีผลตอบแทนที่น่าสนใจอย่างมาก วันนี้เพียร์ พาวเวอร์จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ High-Yield Bond ว่าตราสารหนี้ประเภทนี้ คือ อะไรครับ

High-Yield Bond คือ อะไร
High-Yield Bond คือ ตราสารหนี้ที่จ่ายผลตอบแทนในอัตราสูง นักลงทุนที่เห็นผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของ High-Yield Bond อาจจะตาลุกวาวครับ แต่แน่นอน ผลตอบแทนที่สูงต้องมาคู่กับ ความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน เพราะ High-Yield Bond เป็นหุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับตราสารออกมาต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) ซึ่งครอบคลุมถึงหุ้นกู้ที่มีอันดับต่ำกว่า BBB- ลงไป และรวมถึงหุ้นกู้ที่ไม่ได้ถูกจัดอันดับตราสารด้วย ดังนั้น High-Yield Bond จึงต้องเสนอผลตอบแทนที่สูง เพื่อชดเชยกับความเสี่ยง จากการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง

สล็อต

ทำไมธุรกิจถึงออก High-Yield Bond
เหตุผลหลัก ที่ธุรกิจออกHigh-Yield Bond นั้น เพื่อการระดมทุน แม้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก แต่ก็ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่า การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยส่วนใหญ่ธุรกิจที่ออกหุ้นกู้ดังกล่าว จะมีทั้งธุรกิจใหม่ ที่กระแสเงินสดยังไม่เสถียร เครดิตยังไม่ดี ทำให้ถูกจัดอันดับไม่สูงมากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทที่ออก High-Yield Bond จะต้องมีผลประกอบการไม่ดีเสมอไป เพราะบางธุรกิจที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลให้ภายนอก ก็เลือกที่จะไม่จัดอันดับตราสาร รวมถึง ธุรกิจที่ต้องการเงินกู้ในปริมาณน้อย ก็เลือกที่จะออกหุ้นกู้โดยไม่ถูกจัดอันดับ เพื่อประหยัดต้นทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพื่อจัดอันดับตราสาร อาจไม่คุ้มกับการออกหุ้นกู้ และมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเมื่อออกหุ้นกู้เสียอีก

ธุรกิจที่ออก High-Yield Bond

สล็อตออนไลน์

ความเสี่ยงในการลงทุน High-Yield Bond
ในสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างในปัจจุบัน นักลงทุนอาจมองว่า High-Yield Bond น่าสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว นักลงทุนควรจะศึกษา และทำความเข้าใจกับความเสี่ยงของสินทรัพย์ให้ดีเสียก่อน

เมื่อลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ Default Risk หรือ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะสะท้อนออกมาใน อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของหุ้นกู้ ยิ่งอันดับตราสารต่ำ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จะยิ่งสูง โดยเฉพาะHigh-Yield Bond ที่ถูกจัดอันดับตราสารไว้ในอันดับต่ำ นั่นแปลว่า มีความเสี่ยงสูงมากที่ บริษัทที่ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถชำระเงินต้น แก่ผู้ที่ถือหุ้นกู้ได้

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาคือ ความเสี่ยงทางตลาด (Interest Rate Risk หรือ Market Risk) หรือ ความเสี่ยงจากการผันผวนของดอกเบี้ย เพราะเมื่อตลาดซบเซา ดอกเบี้ยของหุ้นกู้จะสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาหุ้นกู้ในทิศทางตรงกันข้าม โดยผลกระทบต่อ High-Yield Bond นั้นจะรุนแรงกว่า Investment Grade Bond อย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกา เป็นเหตุให้ตลาด High-Yield Bond นั้นได้รับผลกระทบสูญเสียมูลค่ามากกว่า 25% ของมูลค่าทั้งหมด (Source: Investopedia)

jumboslot

ถึง High-Yield Bond จะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมาก แต่นักลงทุนควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนหนี้สิน (D/E ratio) และผลประกอบการของบริษัท รวมไปถึง ควรศึกษาเกี่ยวกับผู้ให้บริการ และระบบในการออกหุ้นกู้ เช่น Funding Portal ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ นายทะเบียนหุ้นกู้ หรือ Servicer เป็นต้น เนื่องจากจะมีผลกระทบในภายหลังการออกหุ้นกู้ อย่าง ในช่วงรับชำระคืน High-Yield Bond ทั้งนี้จะมีบทความในครั้งต่อไปที่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องบทบาทของผู้ให้บริการเหล่านี้ครับ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราจะต้องพบเจอในการลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะในเงินฝาก หุ้นสามัญ อนุพันธ์ ทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยงเฉพาะตัวของมัน อยู่ที่ว่าเราสามารถรับความเสี่ยงที่จะเจอได้หรือไม่ครับ

slot

ผลตอบแทนของหุ้นกู้ ไม่ว่าจะแบบไหน Investment Grade หรือ High-Yield Bond สิ่งที่ได้เป็นผลตอบแทนกลับมา คือ ดอกเบี้ย ครับ ซึ่งจะมีการกำหนดชัดเจนว่า หุ้นกู้ตัวนี้จ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ ? ระยะเวลาเท่าไหร่ ? งวดการจ่ายเป็นแบบไหน ? อาจจะจ่ายเป็นราย 6 เดือน หรือ ทุก ๆ ปี จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นกู้นั้น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญา ทำให้ระหว่างที่ลงทุนผ่านหุ้นกู้ ทางนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็น กระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง จากดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างสม่ำเสมอ ครับ

ทำไมนักลงทุนจึงสนใจลงทุนในตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนกันมากขึ้น

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ทั้ง 3 ประเภทนี้ของไทยที่ขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA ณ 19 ก.ค. 2564 สูงถึง 1.84 แสนล้านบาทคิดเป็น 1.3% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

jumbo jili

ประกอบด้วย green bond 56,600 ล้านบาท social bond 9,800 ล้านบาท และ sustainability bond 118,000 ล้านบาท (รวมพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนของกระทรวงการคลังมูลค่า 100,000 ล้านบาท)

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน หรือ ESG bond ประกอบด้วย green bond, social bond และ sustainability bond

โดย green bond หรือตราสารหนี้สีเขียวจะระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการพลังงานทางเลือก การบำบัดน้ำเสีย การคมนาคมสะอาด

ส่วนตราสารหนี้ประเภท climate bond ซึ่งเน้นการระดมทุนเพื่อลดโลกร้อน หรือ blue bondที่ระดมทุนเพื่อดูแลฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ green bond social bond หรือตราสารหนี้เพื่อสังคม จะระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น การให้บริการสาธารณสุข ส่งเสริมการศึกษา จัดหาอาชีพ การสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย

และ sustainability bond หรือตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาและส่งเสริมความยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบทั้ง green และ social

สล็อต

แม้ว่ากระแสการออกและลงทุนใน ESG bond จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนบางส่วนยังคงไม่แน่ใจว่าผลตอบแทนของการลงทุน ESG bond จะแตกต่างจากหุ้นกู้ปกติไหม หรืออะไรที่ดึงดูดให้นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนใน ESG bond เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การศึกษาเรื่องความแตกต่างของผลตอบแทนของ green bond กับตราสารหนี้ทั่วไปเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการศึกษาชิ้นแรก ๆ ของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB เมื่อปี 2018 พบว่าอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของ green bond ไม่ได้แตกต่างไปจากตราสารหนี้ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ นักลงทุนใน green bond ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกันกับตราสารหนี้ปกติ

ต่อมาในปี 2019 รายงานของ Climate Bonds Initiative พบว่า green bond 6 รุ่นจากกลุ่มตัวอย่าง 32 รุ่น มี green premium เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่ามี green bond บางรุ่นที่มีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไปนั่นเอง (เนื่องจากมูลค่าหน้าตั๋วเท่ากัน)

ถัดมาในปี 2020 ทำการศึกษาอีกครั้ง ผลการศึกษาออกมาในแนวทางเดิมที่พบว่า 9 ใน 23 รุ่นของกลุ่มตัวอย่าง ESG bond ของ 19 ประเทศมีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือมี ESG bond บางรุ่นให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป

สล็อตออนไลน์

มาถึงปีนี้ ผลการศึกษาล่าสุดของ IHS Markit ซึ่งเป็น pricing agency ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป พบว่า ESG bond ของผู้ออกจำนวน 26 ราย จากทั้งหมด 44 ราย มี green premium เกิดขึ้น

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ทั้ง 3 ประเภทนี้ของไทยที่ขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA ณ 19 ก.ค. 2564 สูงถึง 1.84 แสนล้านบาทคิดเป็น 1.3% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

ประกอบด้วย green bond 56,600 ล้านบาท social bond 9,800 ล้านบาท และ sustainability bond 118,000 ล้านบาท (รวมพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนของกระทรวงการคลังมูลค่า 100,000 ล้านบาท)

ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน หรือ ESG bond ประกอบด้วย green bond, social bond และ sustainability bond

โดย green bond หรือตราสารหนี้สีเขียวจะระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการพลังงานทางเลือก การบำบัดน้ำเสีย การคมนาคมสะอาด

jumboslot

ส่วนตราสารหนี้ประเภท climate bond ซึ่งเน้นการระดมทุนเพื่อลดโลกร้อน หรือ blue bondที่ระดมทุนเพื่อดูแลฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ green bond social bond หรือตราสารหนี้เพื่อสังคม จะระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น การให้บริการสาธารณสุข ส่งเสริมการศึกษา จัดหาอาชีพ การสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย

และ sustainability bond หรือตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาและส่งเสริมความยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบทั้ง green และ social

แม้ว่ากระแสการออกและลงทุนใน ESG bond จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนบางส่วนยังคงไม่แน่ใจว่าผลตอบแทนของการลงทุน ESG bond จะแตกต่างจากหุ้นกู้ปกติไหม หรืออะไรที่ดึงดูดให้นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนใน ESG bond เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การศึกษาเรื่องความแตกต่างของผลตอบแทนของ green bond กับตราสารหนี้ทั่วไปเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการศึกษาชิ้นแรก ๆ ของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB เมื่อปี 2018 พบว่าอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของ green bond ไม่ได้แตกต่างไปจากตราสารหนี้ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ นักลงทุนใน green bond ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกันกับตราสารหนี้ปกติ

slot

ต่อมาในปี 2019 รายงานของ Climate Bonds Initiative พบว่า green bond 6 รุ่นจากกลุ่มตัวอย่าง 32 รุ่น มี green premium เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่ามี green bond บางรุ่นที่มีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไปนั่นเอง (เนื่องจากมูลค่าหน้าตั๋วเท่ากัน)

ถัดมาในปี 2020 ทำการศึกษาอีกครั้ง ผลการศึกษาออกมาในแนวทางเดิมที่พบว่า 9 ใน 23 รุ่นของกลุ่มตัวอย่าง ESG bond ของ 19 ประเทศมีราคาสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป หรือมี ESG bond บางรุ่นให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป

มาถึงปีนี้ ผลการศึกษาล่าสุดของ IHS Markit ซึ่งเป็น pricing agency ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป พบว่า ESG bond ของผู้ออกจำนวน 26 ราย จากทั้งหมด 44 ราย มี green premium เกิดขึ้น

ตราสารหนี้ภาคเอกชน

ทำความรู้จัก “ตราสารหนี้ภาคเอกชน” มีประโยชน์และความเสี่ยงอย่างไร? ทำไมถึงเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ และต้องการมองผลตอบแทนที่มากขึ้น
เรื่องน่าคิดของนักลงทุนตราสารหนี้ในปัจจุบัน

jumbo jili

ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ นักลงทุนต่างมองหาผลตอบแทนที่มากขึ้น ทำให้มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยหันไปลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง โดยคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนเหมือนที่เคยได้รับในอดีตจากตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ดีตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นเช่นกัน และอาจจะทำให้พอร์ตการลงทุนขาดทุนได้ หากบริหารอย่างไม่ระมัดระวัง

นอกจากความเสี่ยงด้านเครดิตแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง นักลงทุนอาจจะต้องเจอกับการขาดทุนแบบ mark to market (การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยให้สะท้อนราคาตลาดที่เป็นธรรม) จากการผันผวนของดอกเบี้ยนโยบาย

สล็อต

โดยในสิบปีที่ผ่านมานักลงทุนได้รับประโยชน์จาก mark to market ที่สูงขึ้นเพราะว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง เนื่องจากตราสารหนี้ส่วนใหญ่จ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ อย่างไรก็ตามเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับมาสูงขึ้น สิ่งที่ตรงกันข้ามสามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน

แนะนำตราสารหนี้ภาคเอกชนเพื่อเป็นทางเลือกแทนพันธบัตร
ในสภาวการณ์เช่นนี้ นักลงทุนอาจจะลองพิจารณาทางเลือกอื่นแทนตราสารหนี้ เช่น private credit การลงทุนที่กำลังเติบโตประเภทนี้สามารถแก้ปัญหาที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ได้ โดยมีอัตราสูญเสียที่ต่ำกว่าและมีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น โดยพื้นฐานแล้วในโลกของ private credit นักลงทุนทำหน้าที่แทนธนาคารและเจรจาปล่อยกู้ทวิภาคีให้แก่ผู้กู้โดยตรง วิธีการเช่นนี้ทำกันมากในสหรัฐฯ เนื่องจากธนาคารปล่อยกู้ให้บริษัทลดลงเกือบ 50% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

สล็อตออนไลน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่ธนาคารให้ความสำคัญกับเงินกู้และออกพันธบัตรให้บริษัทขนาดใหญ่ จึงเป็นการเปิดช่องว่างให้นักลงทุนเอกชน สามารถเข้ามามีบทบาทในการปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดกลางได้ บริษัทขนาดกลางซึ่งมีเป็นแสนๆราย หรือที่เรียกกันว่า US Middle Market มีขนาดถ้าเทียบเป็น GDP ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐฯและจีน และเป็นการเปิดโอกาสสำหรับผู้ให้กู้ภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี

jumboslot

ประโยชน์และความเสี่ยงของตราสารหนี้ภาคเอกชน
หนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของ private credit คือจัดเป็นเงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะว่า private credit เปรียบเสมือนเงินกู้ของธนาคาร เงินกู้เหล่านี้เป็นเงินกู้ที่เจรจากันในแบบทวิภาคี โดยมีพันธสัญญาและการคุ้มครองผู้ให้กู้หากเกิดปัญหาด้านเครดิต ความคุ้มครองเหล่านี้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้อย่างดีหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

ในที่ผ่านมา ตราสารหนี้ความเสี่ยงสูงมีอัตราสูญเสียมากกว่า private credit ถึง 5 เท่า ตั้งแต่ปี 2005 ตราสารหนี้ความเสี่ยงสูงมีอัตราสูญเสีย -1.7% ต่อปี ในขณะที่ private credit มีอัตราสูญเสียเพียง -0.3% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน

slot

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า private credit เป็นอัตราลอยตัว จึงตัดเรื่องการขาดทุนแบบ mark to market ไปได้หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น นอกจากนี้ผลตอบแทนของ private credit มักจะสูงกว่าประเภทอื่นๆในตลาดตราสารหนี้ทั่วไป แม้ว่า private credit จะน่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน จึงต้องมั่นใจว่าเงินกู้นั้นมีแหล่งที่มาและได้รับการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ โดยผู้มีประสบการณ์สูง หากไม่ได้รับการบริหารที่ดีโอกาสเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายต่อนักลงทุนจะรุนแรงมาก

ความเสี่ยงหลักๆของกองทุนรวม

แม้ว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมจะมีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการลงทุนให้ แต่กองทุนรวมก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิด ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ของกองทุนที่ไปลงทุน ซึ่งจะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็แตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละกองทุนรวม ยิ่งการลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ก็ย่อมมีความเสี่ยงสูง

jumbo jili

เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชน ก็ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่ผู้ลงทุนควรทำ คือเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ เหล่านั้นและพิจารณาว่ารับได้มากน้อยเพียงใด เราลองมาดูกันว่าความเสี่ยงที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง
ความเสี่ยงทั่วๆ ไปของกองทุนรวม
เมื่อมีปัจจัยบวกหรือลบมากระทบ ทำให้ราคาหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลให้ มูลค่า NAV ของกองทุนรวมนั้นเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามไปด้วย ความเสี่ยงทั่วๆ ไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนในกองทุนรวม ได้แก่
1
ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk)
เช่น อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเปลี่ยนแปลงขึ้นลงจนส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้นหรือลดลง ในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย
2
ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดโดยรวม (market risk)
เช่น ภาวะเศรษฐกิจในประเทศซบเซา อาจส่งผลให้ราคาของหลักทรัพย์ต่างๆ ที่กองทุนรวมไปลงทุนอยู่มีแนวโน้ม เปลี่ยนแปลงลดลง

สล็อต

3
ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (political risk)
เช่น เกิดการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารประเทศและการลงทุนได้ ซึ่งจะ กระทบบริษัทที่ประกอบธุรกิจ หรือในกรณีที่การเมืองไม่มีความแน่นอน อาจส่งผลให้ภาวะตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ราคาของ หลักทรัพย์ในตลาดลดลงหรือชะลอตัวได้
4
ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่กองทุนรวมไปลงทุน (company risk)
เช่น บริษัทบริหารงานผิดพลาดจนทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุน
5
ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (credit risk)
เช่น บริษัทที่ออกตราสารหนี้ซึ่งกองทุนรวมเข้าไปลงทุนมีผลการดำเนินงานย่ำแย่จนไม่สามารถจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ให้กับกองทุนรวมตามเวลาที่กำหนดได้

สล็อตออนไลน์

6
ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (liquidity risk)
เช่น หลักทรัพย์ที่ลงทุนไว้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือไม่มาก อาจทำให้ไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้ในราคาหรือจำนวน ที่ต้องการภายในช่วงเวลาอันเหมาะสม
ความเสี่ยงหลักๆ ของกองทุนรวม
ทีนี้ลองมาดูความเสี่ยงหลักๆ ของกองทุนรวมแต่ละประเภทพอให้เห็นภาพกัน เช่น
กองทุนรวมตราสารหนี้
จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ เช่น บริษัทซึ่งออกตราสารหนี้ที่กองทุนรวมนำเงินไปลงทุนฐานะ ทางการเงินไม่ค่อยมั่นคง ก็อาจมีผลต่อความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นให้กับกองทุนรวมได้ หรือความเสี่ยง ด้านสภาพคล่อง เช่น ตราสารหนี้ที่กองทุนรวมลงทุน ซื้อง่ายขายคล่องมากน้อยเพียงใด
กองทุนรวมหุ้น
จะมีความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่กองทุนรวมนำเงินไปลงทุน เช่น หากเป็นธุรกิจที่เน้นการส่งออก แล้วเกิดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน อาจส่งผลต่อกำไรของบริษัท นอกจากนี้ ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะตลาดที่ อาจส่งผลในทางลบต่อธุรกิจ รวมทั้งราคาหุ้นของบริษัทที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุน

jumboslot

กองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ
นอกจากความเสี่ยงตามประเภทของสินค้าการเงินที่ไปลงทุน ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจาก อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศที่ไปลงทุน รวมทั้งความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟ้องร้อง และ บังคับใช้กฎหมายในกรณีที่บริษัทที่กองทุนรวมไปลงทุนมีปัญหาด้วย
โดยปกติแล้วข้อมูลความเสี่ยงของกองทุนรวมทุกกองจะระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน ก่อนตัดสินใจ ลงทุนอย่าลืมศึกษาข้อมูลส่วนนี้ให้ดีด้วย
นโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันของแต่ละกองทุนรวมก็ทำให้เกิดความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกัน โดยตัวอย่างประเภท กองทุนรวมตามความเสี่ยงแต่ละระดับ มีดังนี้

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำมากกองทุนรวมตลาดเงิน มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุคงเหลือของตราสารไม่เกิน 1 ปี โดย อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนรวมไม่เกิน 3 เดือน และโดยส่วนใหญ่กองทุนรวมประเภทนี้มักจะมีสภาพคล่องสูง ผู้ลงทุนสามารถ ขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการกองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น เป็นกองทุนรวมที่ บลจ.วางแผนการลงทุนเพื่อให้ความคุ้มครองเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุน (ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน) โดยเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารภาครัฐไทยและ ต่างประเทศ เงินฝาก บัตรเงินฝาก (certificate of deposit: CD) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพยายามทำให้โอกาสสูญเสียเงินลงทุนเริ่มแรกของ ผู้ลงทุนมีน้อยที่สุดกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short term bond fund) มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก โดยกำหนดกรอบการลงทุนไว้ว่าอายุตราสารหนี้ในพอร์ต (portfolio duration) ของกองทุนรวมต้องไม่เกิน 1 ปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นจะไม่ผันผวนมากเนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะสั้นกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ( ? 80% ของ NAV)

slot

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป เช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน ทั้งนี้ รวมถึงกองทุนที่ลงทุนใน ตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ (structured note) ที่คุ้มครองเงินต้นด้วย

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงปานกลางกองทุนรวมผสม ลงทุนได้ทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยบางกองอาจเน้นลงทุนในตราสารหนี้ หรือบางกองอาจเน้นลงทุน ในตราสารทุนมากกว่าก็ได้

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงกองทุนรวมหุ้นหรือกองทุนรวมตราสารทุน มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ? 65% ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนรวม ตราสารทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบเน้นสร้างผลตอบแทนเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีอ้างอิงหรือใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงอนุรักษ์ (passive) เช่น กองทุนรวมดัชนีราคาหุ้น กองทุนรวม ETF หุ้น จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนรวมตราสารทุนที่มีนโยบายการลงทุน ที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (active)กองทุนรวมหุ้นของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน หรือ กองทุนรวมตราสารทุนแบบ sector fund มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน เช่น ในธุรกิจด้านพลังงาน ฯลฯ หรือตราสารทุน ในประเทศหรือ กลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่ง ? 80% ของ NAV

RMFแนะนำ

KFAFIXRMF เน้นลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน เงินฝาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตราสารหนี้เอกชนจะเป็นตราสารคุณภาพสูง โดยกว่า 90% มีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารที่ระดับ A- ขึ้นไป

jumbo jili

จุดเด่นของกองทุนนี้คือ สามารถลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศได้สูงถึง 79% ของ NAV เท่ากับมีโอกาสมากขึ้นในการมองหาตราสารหนี้คุณภาพดีและผลตอบแทนดีจากประเทศต่างๆ ไม่จำกัดแค่ในเมืองไทย สำหรับใครที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือใกล้เกษียณมีระยะเวลาลงทุนอีก 1-2 ปี จะเหมาะสมกับกองทุนนี้ เพราะเน้นความมั่นคงของเงินต้นมากกว่ามุ่งหวังผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยงระดับ 4 –ปานกลางค่อนข้างต่ำ
ดูข้อมูลกองทุน KFAFIXRMF

KFHAPPYRMF และ KFGOODRMF
ทั้ง 2 กองทุนนี้มีการแบ่งสัดส่วนการลงทุนทั้งใน ตราสารหนี้ และตราสารทุน ที่เป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และ หุ้นที่อยู่ระหว่าง IPO รวมถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ REITs และ Infrastructure fund เรียกได้ว่าลงทุนได้ครบจบในกองทุนเดียว ทั้งสินทรัพย์เน้นมั่นคงเสี่ยงน้อยอย่างตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นและมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงอย่างหุ้น REITs และ Infras

สล็อต

KFHAPPYRMF และ KFGOODRMF มีความแตกต่างกันตรงสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ โดย KFHAPPYRMF มีการลงทุนในตราสารหนี้ไม่น้อยกว่า 75% ซึ่งมากกว่า KFGOODRMF ที่สัดส่วนตราสารหนี้ต้องไม่น้อยกว่า 50% หมายความว่าหากผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้น จะสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของ KFGOODRMF ได้สูงสุดถึง 50% เลย ในขณะที่ KFHAPPY จะมีสัดส่วนลงทุนในหุ้นได้สูงสุด 25% เท่านั้น

ยามตลาดหุ้นผันผวนหนัก ผู้จัดการกองทุนสามารถลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้เหลือ 0 ได้ทั้งสองกองทุน เป็นการบริหารอย่างยืดหยุ่นเพื่อปรับลดความเสี่ยง และไม่พลาดโอกาสหาผลตอบแทนดีๆ ให้เหมาะกันสถานการณ์ด้วย เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนดีๆ จากหุ้น แต่ไม่ต้องการเสี่ยงสูงในหุ้นเต็มร้อย มีเวลาลงทุนก่อนเกษียณสัก 5 ปีขึ้นไป

สล็อตออนไลน์

กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 5 เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง
ดูข้อมูลกองทุน KFHAPPYRMF
ดูข้อมูลกองทุน KFGOODRMF

KFDNMRMF เป็นการนำโมเดลกลยุทธ์การลงทุนกองทุนเปิด “KFDYNAMIC” ที่จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2003 และมีผลงานที่ดีจนได้รับรางวัล Morningstar Thailand Fund Awards 2018 กลุ่มกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก มาเปิดเป็น LTF RMF ในปีนี้ โดยแนวทางการลงทุนคือจะลงทุนในหุ้นไทยที่ผ่านการคัดสรรเข้มข้นมาประมาณแค่ 20 ตัวเท่านั้น ไม่จำกัดว่าจะเป็นหุ้นเติบโตสูง หุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก หรือหุ้นปันผลสูง เรียกว่าลงทุนเน้นๆ ในหุ้นบริษัทที่มีศักยภาพดีจำนวนไม่มาก เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง และมีระยะเวลาลงทุนนานหน่อย แต่ถ้าอยู่ในวัยใกล้เกษียณอาจจะไม่เหมาะนัก

jumboslot

กองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6
ดูข้อมูลกองทุน KFDNMRMF

KFSTARRMF เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย มีจุดเด่นตรงกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นมาก สามารถลงทุนในหุ้นเด่นได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นกลาง-เล็ก หุ้นปันผลดี หุ้นเติบโตสูง โดยผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่คัดหุ้นและจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับแต่ละภาวะตลาด นับเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวแบบ RMF มาก
กองทุนจะลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET และ/หรือ MAI สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และ/หรือหุ้น IPO เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

กองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6
ดูข้อมูลกองทุน KFSTARRMF

KFGBRANRMF เหมาะกับผู้ที่สนใจกระจายการลงทุนไปในหุ้นต่างประเทศ กองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำ เจ้าของแบรนด์สินค้าขายดีทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก(Master Fund) ที่มีชื่อว่า Morgan Stanley Investment Fund – Global Brands Fund (Class Z)
หุ้นที่ลงทุนล้วนเป็นบริษัทใหญ่ผู้ผลิตแบรนด์สินค้าหรือบริการที่เรารู้จักกันดี และใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น Unilever หรือ Reckitt Benckiser (เจ้าของ Dettol Durex Strepsils) ไปจนถึงบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft และ บริการบัตรเครดิต Visa
กองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6

slot

ดูข้อมูลกองทุน KFGBRANRMF

ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน | RMF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการลงทุนเพื่อเกษียณอายุ

สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไข RMF
ลงทุนไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี และไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. และเบี้ยประกันแบบบำนาญแล้วไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
ลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ห้ามหยุดลงทุนติดต่อกันเกิน 1ปี โดยต้องถือหน่วยลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี และลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
กรณีผิดเงื่อนไขการลงทุนในกองทุน RMF ผู้ลงทุนต้องชำระคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับมาในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีปฎิทิน (นับย้อนหลังตั้งแต่ปีก่อนปีที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข) และต้องนำเงินผลประโยชน์ (Capital Gain) ที่ได้จากการขายคืนไปรวมกับเงินได้ เพื่อชำระภาษีตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร

กองทุนRMF

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาวเราก็ได้รู้จักกองทุน LTF จากบทความก่อนหน้ากันแล้ว บทความนี้เราจะชวนคุณมาวางแผนชีวิตหลังเกษียณต่อ บางคนอาจจะรู้สึกว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่จำเป็นต้องรีบคิดก็ได้ แต่ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณต้องการมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายอย่างสุขสบาย มีความมั่นคงและไร้ความกังวลตอนบั้นปลายชีวิต การลงทุนในกองทุน RMF ถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างมาก

jumbo jili

ดังนั้น บทความนี้เราจะเจาะลึกเกี่ยวกับกองทุน RMF และทำไมคุณจึงควรลงทุนใน RMF ตั้งแต่ตอนนี้
RMF คืออะไร?
RMF (Retirement Mutual Fund) หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้มีการออมเงินในระยะยาวเพื่อใช้จ่ายเมื่อเกษียณ นโยบายการลงทุนมีหลากหลาย คือสามารถลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ไม่ใช่แค่หุ้นอย่างเดียว เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตลาดเงิน ตราสารหนี้เอกชน หุ้น หุ้นต่างประเทศ ทองคำ เป็นต้น มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับต่ำ-กลาง-สูง อีกเงื่อนไขที่สำคัญคือ จะต้องลงทุนใน RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีและอายุครบ 55 ปี จึงจะขายคืนกองทุนออกมาได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขของการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สล็อต

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการออมเงินให้เห็นผล สิ่งที่สำคัญคือ “ความต่อเนื่อง” ดังนั้นไม่แปลกที่ RMF จะกำหนดให้ต้องลงทุนทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) ยกเว้นปีใดที่ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องลงทุน (ซึ่งการนับระยะเวลาลงทุน 5 ปีจะนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น) เพื่อให้เราได้สะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องไป
4 เหตุผลที่คุณควรลงทุนใน RMF

  1. ตอบโจทย์การวางแผนเกษียณ
    เหตุผลสำคัญที่คุณควรลงทุนใน RMF คือ “การวางแผนเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ” เพราะเมื่อคุณเกษียณรายได้จากการลงแรงทำงานอาจจะหายไป ไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล ในทางกลับกันคุณยังมีรายจ่ายต่างๆ อยู่ และอาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลจากโรคต่างๆ ที่มักจะเจอในกลุ่มคนวัยเกษียณ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ หรือค่าใช้จ่ายในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ
    อย่าลืมว่าเรามีรายจ่ายตลอดชีวิต รู้อย่างนี้แล้วเราควรวางแผนการเงินตั้งแต่ตอนนี้ คุณอยากจะเงินใช้หลังเกษียณเดือนละกี่บาท? เตรียมเงินเพื่อดูแลสุขภาพไว้เท่าไร? ต้องมีเงินเก็บสำหรับด้านอื่นๆ ในชีวิตเท่าไร? เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

  1. เลือกลงทุนได้หลายสินทรัพย์ ยืดหยุ่น สับเปลี่ยนกองทุนได้
    RMF มีหลายประเภท หลายระดับความเสี่ยงให้เลือก ถ้าเราเหลือเวลาลงทุนอีก 2-3 ปีก่อนจะเกษียณ ไม่อยากขาดทุนเงินต้นก็เลือก RMF ที่เสี่ยงต่ำ ลงทุนตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลได้ แต่ถ้าเราเริ่มลงทุน RMFเร็ว ตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ มีเวลาลงทุนนานกว่าจะเกษียณ เราสามารถเลือก RMF ที่มีความเสี่ยงสูง อย่าง กองทุนที่ลงทุนในหุ้น หรือหุ้นต่างประเทศได้ เพราะแม้หุ้นจะมีความเสี่ยงสูงในระยะสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ยังถือว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก

นอกจากนี้ เนื่องจาก RMF เป็นการลงทุนระยะยาว เมื่อลงทุนไปแล้ว สภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์การลงทุนอาจผันผวน เปลี่ยนแปลง ทำให้เราอยากปรับเปลี่ยนการลงทุน ข้อดีของ RMF คือเราสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกัน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาดได้ เช่น ถ้าเรามองว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง ก็สามารถสับเปลี่ยนเงินลงทุนจาก RMF ที่ลงทุนในหุ้น มาลงทุนใน RMF ตราสารหนี้ได้ หรือหากเห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว เราก็เปลี่ยนกลับมาลงทุนใน RMF หุ้นได้อีก การที่กองทุน RMF สามารถลงทุนสลับสับเปลี่ยนไปมาได้จึงช่วยให้เราปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจได้ดี นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์อีกด้วย

  1. ช่วยเพิ่มพูนผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้นได้

jumboslot

หลายๆ คนอาจจะมองว่าการที่เงื่อนไขของ RMF กำหนดให้เราลงทุนทุกปี ไม่มีการจ่ายเงินปันผลและขายคืนได้ต่อเมื่ออายุ 55 ปี ซึ่งดูจะยาวนานเป็นจุดที่ทำให้ลังเลที่จะลงทุน แต่มาดูข้อดีของมันกันบ้าง รู้หรือไม่ว่ายิ่งคุณลงทุนเป็นระยะยาวนานเท่าไหร่ เงินต้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผลตอบแทนก็จะสะสมทบไปเหมือน “ดอกเบี้ยทบต้น” ที่จะยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นตัวช่วยให้เราไม่สามารถเอาเงินต้นและผลกำไรต่างๆ ไปใช้ได้ก่อน เงินจะสะสมไว้รอเราเกษียณ ถึงตอนนั้นเราก็อุ่นใจว่ามีเงินใช้แน่ๆ

ผลตอบแทนจะเพิ่มพูนมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเงินต้นที่เราลงทุนไป ผลตอบแทนที่ได้รับ และระยะเวลาที่เราจะลงทุนสะสม ดังนั้นแม้เราจะลงทุนปีละไม่มาก แต่ถ้าเราเริ่มลงทุนเร็ว มีเวลาลงทุนได้นาน แล้วเลือก RMF ที่เสี่ยงสูงหน่อย เพื่อให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงๆ ถึงวันเกษียณก็น่าจะสบายใจหายห่วงได้ว่ามีเงินให้ใช้แน่ๆ

slot

  1. ยิ่งซื้อมาก ยิ่งประหยัดภาษีมาก
    นอกจาก RMF จะสนับสนุนการออมเงิน ผู้ลงทุนยังได้สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีหากทำตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในปีภาษี หรือ 5,000 บาท (นับจำนวนที่ต่ำกว่าเป็นเกณฑ์) และสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้นั้น และเมื่อรวมกับเงินที่ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี่ยงชีพ หรือ กบข. และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ผลประโยชน์ทางภาษีอีกข้อที่ผู้ลงทุนจะได้คือ กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gian) ที่เป็นไปตามเงื่อนไขจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลงทุนเกิน 15% ของเงินได้ กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนจะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีด้วย เราจึงไม่ควรลงทุนใน RMF เกินสิทธิลดภาษี

การที่คุณซื้อกองทุน RMF เร็วมีข้อดีที่คุณสามารถประหยัดภาษีได้ต่อเนื่อง เมื่อลงทุนต่อเนื่องไปทุกปี และยิ่งรายได้คุณมากขึ้น (ตามตำแหน่งและอายุงานของคุณ) อัตราภาษีขั้นสูงสุดก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่ง RMF จะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้มากขึ้นด้วย
สรุป
การลงทุนใน RMF เป็นวิธีหนึ่งที่จะสนับสนุนให้เราสามารถลงทุนระยะยาวและออมเงินได้พร้อมกัน รวมถึงลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจกับเงื่อนไขของกองทุนให้ดี เพราะการลงทุนใน RMF นั้นไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้จนกว่าเราจะอายุ 55 ปี หมายความว่าเราจะต้องมีวินัยและสามารถจัดการการเงินให้มีสภาพคล่องได้ แต่ก็มีข้อดีที่นโยบายการลงทุนมีความยืดหยุ่น จึงสามารถสับเปลี่ยนกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ กันได้ตามสถานการณ์

ไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไร ถ้าคุณต้องการมีความมั่งคั่งและมั่นคงในระยะยาวไปจนถึงบั้นปลายชีวิต RMF เป็นกองทุนที่คุณไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

หากกองทุน RMF ตอบโจทย์การลงทุนและเป้าหมายชีวิตของคุณ บลจ.กรุงศรี มีกองทุน RMF มาแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจลงทุน