ดัชนีอ้างอิงการลงทุน

ดัชนีอ้างอิงการลงทุนเป็นเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนทิศทางของสินทรัพย์การลงทุน ว่าในปัจจุบันนักลงทุนมีมุมมองอย่างไรกับการลงทุนในสินทรัพย์นั้น รวมถึงบอกความเคลื่อนไหวของราคาโดยรวมของสินทรัพย์อ้างอิงว่าเป็นไปในทิศทางทางใด

jumbo jili

ดัชนีลงทุนที่หลายคนคงคุ้นเคยและได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือที่เรียกว่า SET Index เพราะในทุกวันที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการจะมีการรายงานว่าดัชนีเป็นบวกหรือลบเท่าไหร่ ดังที่จะเห็นได้ตามรายงานข่าวเศรษฐกิจการลงทุนในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ ซึ่งในตลาดตราสารหนี้เองก็มีดัชนีที่ทำหน้าเหมือนกับ SET Index เช่นกัน ซึ่งเรียกว่า “ดัชนีตราสารหนี้ หรือ Bond Index”

Bond Index

เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ โดยราคาตราสารหนี้ จะเป็นตัวสะท้อนภาวะของอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ช่วงเวลานั้นๆ ว่านักลงทุนมีมุมมองอย่างไรกับตราสารหนี้ และราคากำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลง ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง

ประเภทของดัชนีตราสารหนี้
การจัดแบ่งประเภทของดัชนีตราสารหนี้มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะและวัตถุประสงค์การนำไปใช้ ซึ่งหลักๆ ที่นักลงทุนควรรู้ คือ ดัชนีที่แบ่งตามประเภทของตราสารหนี้ ได้แก่

สล็อต

ดัชนีตราสารหนี้ไทย (Composite Bond Index)

เป็นดัชนีที่วัดการลงทุนตราสารหนี้ทุกประเภทในตลาดตราสารหนี้ของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความเคลื่อนไหวของการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งตลาด จะคำนวณจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาล ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังและไม่ค้ำประกัน และดัชนีหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (ThaiBMA Government Bond Index)

เป็นดัชนีวัดที่ใช้วัดความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลโดยรวมทั้งหมด นอกจากกลุ่มดัชนีพันธบัตรรัฐบาลรวมที่ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลทุกรุ่นแล้ว ThaiBMA ยังได้จัดทำดัชนีพันธบัตรรัฐบาลแยกเป็นกลุ่มย่อยอีก 5 กลุ่ม

สล็อตออนไลน์

โดยแบ่งตามอายุคงเหลืออีกด้วย เนื่องจากการลงทุนในตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะมีการแบ่งการลงทุนตามช่วงอายุของตราสารหนี้ การจัดทำดัชนีตราสารหนี้แยกเป็นกลุ่มย่อยๆ จะช่วยให้มีเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวที่ละเอียดขึ้น ตลอดจนใช้เปรียบเทียบการลงทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันได้ดียิ่งขึ้น

ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Owned Enterprise Index)

เป็นดัชนีที่ใช้วัดผลการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ โดยพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่นำมาคำนวณหาดัชนีจะรวมพันธบัตรรัฐวิสาหกิจทั้งที่ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังและไม่ค้ำประกัน

jumboslot

ดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน (Investment Grade Corporate Bond Index)

เป็นดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน มีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB ขึ้นไป และ BBB+ ขึ้นไป เพื่อให้สามารถวัดความเคลื่อนไหวของการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนได้ละเอียดยิ่งขึ้น

slot

นอกจากใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของทิศทางราคาแล้ว เรายังสามารถใช้ดัชนีตราสารหนี้เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” (Benchmark) ในการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของตนเองเมื่อเทียบกับตลาด ซึ่งอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น ประเภทตราสาร หรืออายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (Duration)

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการติดตาม Bond Index นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถติดตามได้ที่ ThaiBMA ซึ่งเป็นแหล่งที่จะรวบรวมข้อมูลของ Bond Index ทั้งหมดให้เราสามารถติดตามและใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างใกล้ชิด

เลือกตราสารหนี้ยังไง

การลงทุนตราสารหนี้โดยตรง นั้น เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินออมมากหน่อย เพราะผู้ออกจะกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการลงทุนค่อนข้างสูง

jumbo jili

อย่างที่รู้กันว่า… การลงทุนในตราสารหนี้ นักลงทุนจะได้รับสัญญาแสดงความเป็นเจ้าหนี้ โดยเนื้อหาของสัญญาการกู้ยืมเงินจะระบุเงินต้น ดอกเบี้ย ความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ย อายุของหนี้เป็นหลัก แต่จะไม่ระบุถึงความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มแข็งทางการเงินของการชำระหนี้ของลูกหนี้ (ผู้ออกตราสาร) จึงต้องมีการจัดอันดับเครดิต (Credit Rating) ของตราสารหนี้ เพื่อให้นักลงทุนได้ทราบข้อมูลนี้ก่อนตัดสินใจ

อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

สำหรับพันธบัตรหรือตราสารหนี้ของภาครัฐ จะไม่มีการจัดอันดับเครดิต เนื่องจากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดและมีอำนาจสูงสุดในประเทศ สามารถเก็บภาษีเพื่อมาชำระหนี้คืน โอกาสที่จะเกิดการผิดนัดชำระน้อยที่สุด จึงไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Free) ขณะที่หุ้นกู้ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน มีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้ เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบริษัทอาจไม่เท่ากัน จึงต้องมีการจัดอันดับเครดิตโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

สล็อต

ปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในไทย มีอยู่ 2 แห่งคือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) และ บริษัท ฟิทช์เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thaland) ที่จะวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยง ทั้งด้านภาพรวมอุตสาหกรรม ธุรกิจของบริษัท และสถานภาพทางการเงินของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ เพื่อประเมินความสามารถของลูกหนี้ต่อการชำระหนี้ครบ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาได้หรือไม่

การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทำได้ทั้งระดับองค์กร (Company Rating) และตัวตราสารหนี้ (Issue Rating) โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับองค์กรนั้น จะประเมินจากโครงสร้างองค์กร ข้อมูลทางการเงิน แผนการธุรกิจของบริษัท เพื่อประเมินสถานะทางการเงินและศักยภาพในการหารายได้ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้

ในขณะที่การอันดับความน่าเชื่อถือของตัวตราสารหนี้ จะสะท้อนไปถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและจ่ายคืนคืนเงินต้นภายใต้ลักษณะเฉพาะตัวของตราสารหนี้แต่ละรุ่น ซึ่งสิ่งที่พิจารณา คือ เงื่อนไขของตราสารหนี้นั้นๆ เช่น สิทธิแฝง (Option Embedded Bond) ข้อกําหนดสิทธิ ลําดับสิทธิของการเรียกร้องในการชําระหนี้ (Secured or Non-secured Bond) สิทธิในการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย และการค้ำประกัน เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

อันดับความน่าเชื่อถือ อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้

กลุ่ม Investment Grade (กลุ่มระดับลงทุน)

เป็นกลุ่มที่มีเรทติ้งในระดับที่น่าลงทุน เริ่มตั้งแต่ AAA หมายถึง อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด มีความเสี่ยงต่ำสุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ไล่ลงมาจนถึงระดับ BBB มีอันดับความน่าเชื่อถือปานกลางมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในเกณฑ์ปานกลาง

กลุ่ม Non-Investment Grade (กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน)

jumboslot

หรือเรียกว่า Speculative Grade (กลุ่มที่ลงทุนเพื่อการเก็งกำไร) เป็นตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนสูงซึ่งจะมีเรทติ้งตั้งแต่ BB ลงมาถือเป็นตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำลง มีความเสี่ี่ยงสูงขึ้นที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ส่วนเรตติ้ง C มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขณะที่อันดับเครดิตต่ำที่สุด คือ D เป็นตราสารที่อยู่ในสถานะผิดนัดชำระหนี้ ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนด

กลุ่ม Unrated Bond (ไม่มีการจัดอันดับเครดิต)

slot

เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ที่ไม่ได้ส่งไปจัดอันดับ หรือเป็นตราสารหนี้ที่ขอให้จัดอันดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งตราสารหนี้กลุ่มนี้จะจูงใจด้วยผลตอบแทนสูง แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงมากเช่นเดียวกัน โดยจะเสนอขายเฉพาะให้แบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและบุคคลที่มีสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจลงทุนตราสารหนี้ ซึ่งนักลงทุนควรมีการพิจารณาความเสี่ยงให้รอบด้านและติดตามข้อมูลข่าวสารประกอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะอันดับเครดิตของตราสารหนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ หากสภาวะเศรษฐกิจหรือการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป

ดอกเบี้ยขยับ ต้องปรับพอร์ตตราสารหนี้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนในตราสารหนี้ต่างมีความสุขกับผลตอบแทนที่ได้รับ เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยต้นปีที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้ามาราว 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดถือครองของนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 9.3 แสนล้านบาท

jumbo jili

แต่แล้วหลังจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ได้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลต่อความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ และเริ่มทยอยขายออกอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกา

ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.50 – 1.75% เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 3% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะเดียวกันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5%

ถ้าดูจากตัวเลขที่ปรากฏ ดูเหมือนว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐฯ น่าสนใจมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ของไทย จึงทำให้เกิดแรงขายในตราสารหนี้ของไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับ Bond Yield อายุ 10 ปี ของไทยที่เพิ่มขึ้นสู่จุดที่มากกว่า 2.5% ในรอบ 9 เดือน และ Bond Yield อายุ 2 ปี ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2016 ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงตัวที่ 1.5%

สล็อต

ด้วยแรงขายตราสารหนี้ของไทยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยตรง เนื่องจากความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยกับราคาของตราสารหนี้จะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นราคาของตราสารหนี้จะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ปรับลดลงเมื่อ Mark-to-market หรือการประเมินมูลค่าเมื่อสิ้นวันทำการ

ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ อธิบายว่าถ้าพิจารณาให้ดีผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด เนื่องจากผลตอบแทนของการลงทุนจะต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อด้วย เพื่อสะท้อนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) จากการลงทุน

นั่นคือ Real Yield มักจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยแบบทั่วไป (Nominal Yield) ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุน ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อของสกุลเงินในตราสารนั้นๆ เช่น Bond Yield 10 ปี ของพันธบัตรสหรัฐฯ คือ 2.9% หากหักด้วยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันที่ 2.4% จะได้ Real Yield เพียง 0.5% ขณะที่ Bond Yield 10 ปี ของพันธบัตรไทย คือ 2.5% เมื่อหักด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทย 1.07% จะได้ Real Yield เท่ากับ 1.43%

สล็อตออนไลน์

“ดังนั้น หากคำนึงถึงผลตอบแทนที่แท้จริง ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังคงน่าสนใจอยู่เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา” ณัฐกฤติ กล่าว

ปัจจัยที่ทำให้ Bond Yield ปรับขึ้น ณัฐกฤติกล่าวว่ามาจากอัตราเงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมให้ขยายตัวต่อเนื่องและอยู่ในระยะยาวได้

“ถ้าดูภาวะตลาดดอกเบี้ยในต่างประเทศจะเห็นว่ามีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน นำโดยสหรัฐอเมริกา และปีนี้คาดว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง ทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะ Bond Yield เป็นตัวหนึ่งที่สะท้อนต้นทุนของผู้ประกอบการ เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้หรือไม่ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ขยับเข้าสู่ระดับ 2% ทำให้เฟดก็ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐอเมริกาขยับขึ้น” ณัฐกฤติ อธิบาย

jumboslot

อีกปัจจัยก็คือ Demand และ Supply ของตลาดตราสารหนี้ ซึ่ง Demand มาจากฝั่งของนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุน เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ หรือต้องการพักเงินทุนในกรณีตลาดหุ้นที่มีความไม่แน่นอนในการลงทุน ส่วน Supply ของตราสารหนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากภาครัฐที่ออกตราสารทางการเงิน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้เปิดประมูลพันธบัตรรวมมูลค่าสูงถึง 2.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

มีคำถามว่า Bond Yield ปรับขึ้นระดับไหนที่ต้องระวัง หากดูเฉพาะ Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา หากปรับขึ้นสูงกว่าระดับ 3% ถือเป็นจุดทางเทคนิคที่จะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ปัจจุบันแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่มีทิศทางอยู่ในขาลงมากว่า 30 ปีจะเริ่มกลับเป็นขาขึ้น และในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม เพราะตามทฤษฎีการเงิน ดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ในตลาดถือเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญซึ่งต้องใช้ในการคำนวณอัตราคิดลดหรือ Discount Rate เพื่อนำไปใช้คำนวณมูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด โดย Discount Rate ที่สูงขึ้นจะส่งผลให้มูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ลดลง

slot

สรุปก็คือ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกดดันให้ค่า P/E Ratio ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นลดลง ซึ่ง P/E Ratio ของตลาดจะถูกกดดันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของ Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา

ณัฐพร ธรวงศ์ธวัช ที่ปรึกษาการลงทุน ทิสโก้ เวลธ์ อธิบายว่า เนื่องจากนักลงทุนมักเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ทั้งสอง เช่น หากพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี ตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงมากกว่าจะต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่า 5% ต่อปี เพื่อดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน สำหรับผลตอบแทนของพันธบัตร ตลาดมักใช้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นเกณฑ์

ส่วนผลตอบแทนของหุ้นมักดูจากอัตราผลตอบแทน (Earnings Yield) ซึ่งคิดจากกำไรต่อราคาหุ้น (EPS) หารด้วยราคาต่อหุ้น ซึ่งสะท้อนว่าจะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่หากเข้าลงทุนในหุ้น ณ ราคาปัจจุบัน ซึ่งส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรกับผลตอบแทนหุ้นคือ ค่า Risk Premium ของหุ้น หรือเรียกอีกอย่างว่า Earnings Yield Gap

ปัจจุบัน ตลาดให้ความสำคัญกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี มาก เนื่องจากที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557 ในขณะที่ S&P500 มี Forward P/E ที่ 18 เท่า คิดเป็น Earnings Yield ประมาณ 5% ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของหุ้นกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap) อยู่ที่ 2.3% หมายความว่า หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร 2.3% ซึ่งหากเทียบกับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นแล้วถือว่าต่ำมากและเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี

หากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ปรับขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า Earnings Yield Gap ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรสหรัฐอเมริกาจะยิ่งน้อยลงไปอีก และเป็นความเสี่ยงให้ราคาหุ้นปรับตัวลงได้

“หากผลตอบแทนจากพันธบัตรปรับตัวขึ้นเร็วและแรงเกินไป อาจทำให้ตลาดหุ้นปรับลงแรงได้ เช่นกัน” ณัฐพร บอก

กลยุทธ์ลงทุน

เมื่อเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้จะทำให้ Bond Yield ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และราคาของพันธบัตรปรับตัวลดลง ดังนั้น การลงทุนในสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ต้องพยายามหาตราสารหนี้ที่มีระยะเวลากำหนดไถ่ถอนที่สั้น เพื่อให้สามารถลงทุนตราสารหนี้ตัวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ทำความเข้าใจ เก็บภาษี 15% กองทุนตราสารหนี้ ก่อนบังคับใช้

กระทรวงการคลังเสนอแก้กฎหมายจัดเก็บภาษี 15% จากผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวมต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม. ได้เห็นชอบ หลังจากนั้นก็มีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ว่าจะผลตอบแทนจะลดลงมากน้อยแค่ไหน

jumbo jili

ขั้นตอนการแก้กฎหมายจัดเก็บภาษี 15% จากผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม ซึ่งจะจัดเก็บเฉพาะส่วนของรายได้จากดอกเบี้ย ส่วนลด (Discount) และเงินได้ที่มีลักษณะเดียวกันกับดอกเบี้ยนั้น ปัจจุบัน ครม. รับร่างหลักการ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคณะกฤษฎีกา ถ้าคณะกฤษฎีการับก็จะออกเป็นกฎหมายลูก และเรื่องจะกลับไปที่สภานิติแห่งชาติ (สนช.) และ ครม. จากนั้นจะมีประกาศราชกิจจานุเบกษา และอีก 3 เดือนจะมีการบังคับใช้

กระนั้นก็ดี ในเบื้องต้นหากมีการเก็บภาษีดังกล่าวจะจัดเก็บอย่างไร ประเด็นนี้ ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนตราสารหนี้ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย อธิบายว่ากองทุนรวมจะเป็นผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

สล็อต

“ภาษี 15% นี้ กองทุนรวมจะเสียในส่วนรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่เหมือนดอกเบี้ย เช่น ส่วนลด (Discount) เท่านั้น ส่วนกำไรที่เกิดจากส่วนต่างราคา (Capital gain) ไม่ต้องเสียภาษี ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ก็คือผู้ออกตราสาร ผู้ออกหุ้นกู้ ผู้ออกพันธบัตร พูดง่ายๆ ผู้ออกตราสารหนี้ที่กองทุนรวมไปลงทุนจะหักภาษี ณ ที่จ่ายของดอกเบี้ยที่จ่ายออกหรือส่วนลด”

ยกตัวอย่าง กองทุนตราสารหนี้ XYZ ให้ผลตอบแทน 1 ปี 2% แบ่งออกเป็นดอกเบี้ยรับ 1.5% และกำไรจากส่วนต่างราคา 0.5% “ส่วนที่ต้องเสียภาษี 15% ก็คือดอกเบี้ยรับ จำนวน 0.225 บาท (15% ของ 1.5%) จะเหลือดอกเบี้ยรับหลังหักภาษี 1.275% ดังนั้น เมื่อรวมกับ Capital gain แล้วกองทุนตราสารหนี้ XYZ ให้ผลตอบแทน 1 ปี ทั้งสิ้น 1.775% (1.275% + 0.5%)” ชัชชัย อธิบาย

หรือกรณี กองทุนรวมตราสารหนี้ไปลงทุนพันธบัตรที่ไม่มีดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) ราคาหน้าตั๋ว 100 บาท แต่กองทุนรวมซื้อได้ในราคาต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว หรือมีส่วนลด (Discount) โดยซื้อมาที่ราคา 98 บาท หากเป็นกรณีนี้ ชัชชัยกล่าวว่ากองทุนรวมต้องจ่ายภาษี 15% ที่ได้รับส่วนลด (2 บาท) นั่นคือจ่ายภาษี 0.30 บาท

สล็อตออนไลน์

อย่างไรก็ตาม สมมติว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ซื้อพันธบัตรระหว่างทางต่อจากสถาบันการเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษี ยกตัวอย่างซื้อก่อนที่พันธบัตรมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 10 วัน ดังนั้น สถาบันการเงินดังกล่าวที่ได้รับการยกเว้นภาษี ตอนที่ซื้อพันธบัตรก็ไม่ได้ถูกหักภาษีเอาไว้ก่อนหน้า

แต่เมื่อกองทุนรวมตราสารหนี้ไปซื้อพันธบัตรต่อ จะต้องจ่ายภาษี 15% แม้จะถือพันธบัตรเพียง 10 วัน เพราะผู้ที่ออกตราสาร ผู้ออกหุ้นกู้ ผู้ออกพันธบัตร จะไม่ทราบว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ถือตราสาร 10 หนี้เพียงแค่วันดังกล่าว

jumboslot

“หากเป็นแบบนี้ อาจทำให้การซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองมีความยุ่งยากขึ้น เพราะคู่ค้าอาจมีฐานภาษีแตกต่างกัน” ชัชชัย ตั้งประเด็น หรืออีกกรณีที่ต้องติดตามความชัดเจน คือ บลจ. ในประเทศไทย ลงทุนตราสารหนี้ XYZ ขณะเดียวกัน บลจ.แห่งนี้ก็ให้ บลจ.ต่างประเทศ ลงทุนตราสารหนี้ XYZ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นลักษณะนี้ บลจ. ในประเทศจะเสียภาษี 15% แต่ บลจ.ต่างประเทศ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเสียภาษีหรือได้รับการยกเว้นภาษี

ทางออก

มีคำถามว่าฝ่ายไหนจะต้องรับต้นทุนถ้าการเก็บภาษี 15% มีผลบังคับใช้ ประเด็นนี้ชัชชัย กล่าวว่า “กองทุนรวมต้องลดค่าบริหารจัดการคงเป็นทางออกหนึ่ง เพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนในระดับที่ดี แต่อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องยอมรับผลตอบแทนที่ลดต่ำลง”

ปัจจุบัน กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศไทย มี 3 ลักษณะ คือ

  1. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market) ที่มีนโยบายลงทุนตราสารหนี้ เป็นแหล่งพักเงินสั้นๆ มีลักษณะผลตอบแทนต่ำ ความผันผวนต่ำ

slot

  1. กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป มีนโยบายลงทุนตราสารหนี้ทั่วๆ ไป โดยนักลงทุนมักใช้สำหรับจัดพอร์ตวางแผนการลงทุนระยะยาว
  2. กองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาชัดเจน (Term Fund) ผลตอบแทนจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเล็กน้อย มีผลตอบแทนชัดเจน

จากลักษณะกองทุนรวมตราสารหนี้ดังกล่าว ชัชชัยมองว่าหากมีการจัดเก็บภาษี 15% นักลงทุน ไม่น่าปรับพอร์ตลงทุน แต่ต้องแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง “ใครต้องการแค่พักเงินก็เน้น Money Market หากต้องการลงทุนในระยะยาวก็ลงทุนกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป ส่วนต้องการได้รับผลตอบแทนชัดเจนก็เน้น Term Fund”

อย่างไรก็ตาม ชัชชัยประเมินว่าหลังการเก็บภาษี 15% มีผลบังคับใช้ หากผลตอบแทนกองทุนรวมตราสารหนี้ลดลงและผลตอบแทนใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝาก อาจเห็นนักลงทุนโยกเงินจากกองทุนตราสารหนี้ไปอยู่ในรูปเงินฝาก ขณะที่นักลงทุนที่เน้นการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณอาจมองการลงทุน RMF ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะได้รับการยกเว้นภาษี

กองทุนรวมตราสารหนี้ กับโอกาสการลงทุน

จากสถานการณ์ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ได้รับผลกระทบด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2563 มีมาตรการเสริมสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ เพื่อให้ตลาดกลับมาทำงานได้อย่างปกติ

jumbo jili

หนึ่งในสามมาตรการ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กองทุนรวมผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิด (Daily Fixed Income Fund) ที่ถือสินทรัพย์คุณภาพดีแต่ได้รับผลกระทบจากการที่ตลาดเงินขาดสภาพคล่อง สามารถนำหน่วยลงทุนดังกล่าวมาวางเป็นหลักประกันเพื่อขอสภาพคล่องจาก ธปท. ได้ โดยจะดำเนินการจนกว่าสถานการณ์ในตลาดการเงินจะเข้าสู่ภาวะปกติ

“หลังจากมาตรการดังกล่าวออกมา พบว่าในช่วงวันที่ 23 – 26 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ไทยมียอดซื้อสุทธิจากบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) มากกว่า 17,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2563) บ่งชี้ได้ในเบื้องต้นว่ามาตรการส่งเสริมสภาพคล่องได้ผลในระดับหนึ่ง” วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล กล่าว

สล็อต

มาตรการส่งเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีการซื้อขายคล่องตัวขึ้น สังเกตได้จากยอดการซื้อตราสารหนี้สุทธิของ บลจ. ในช่วงวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน ที่ผ่านมา มีมากกว่า 30,000 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

ปัญหาการขาดสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง และมักคลี่คลายในระยะเวลาอันสั้น เมื่อใดที่ตลาดขาดสภาพคล่องจะทําให้เกิดโอกาสการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น (แปลว่า มีราคาถูกลง) และด้วยมาตรการที่ออกมา ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและความกังวลของผู้ลงทุนได้พอสมควร บวกกับการเข้าสู่ไตรมาสใหม่ สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้น่าจะเพิ่มมากขึ้น

“ตราสารหนี้มีปัญหา ณ วันนี้ เป็นปัญหาเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเครดิต (Credit Risk) ซึ่งตลาดตราสารหนี้ในระยะสั้นๆ จะมีความคล่องตัวต่ำ ดังนั้น จะเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องหากผู้ลงทุนไถ่ถอนหน่วยลงทุนกันเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าให้เวลานานพอก็จะทำให้ตลาดตราสารหนี้ค่อยๆ คลี่คลายลง” วิน อธิบาย

สล็อตออนไลน์

สอดคล้องกับที่ สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่าในช่วงที่มีความเสี่ยงหรือเกิดวิกฤติ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนทุกประเภทย่อมเกิดความผันผวน “การที่ผู้ลงทุนขายกองทุนรวมตราสารหนี้ออกไป ไม่ได้หมายความว่าตราสารหนี้ไม่ดี แต่ต้องการเงินสดเนื่องจากความกังวลว่าจะเกิดวิกฤติ พูดง่ายๆ ตราสารหนี้ยังมีคุณภาพดีเหมือนเดิม เพียงแต่คนต้องการถือเงินสดมากขึ้นเท่านั้น”

คำแนะนำ หากลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว

วิน แนะนำว่าหากลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว “ไม่ควรขายออกไป เพราะไม่ใช่ปัญหาจากคุณภาพของตราสารหนี้ เนื่องจากกองทุนรวมมีการลงทุนตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ดังนั้น สินทรัพย์การลงทุนที่ดี ไม่ควรขายเพราะตกใจ แต่ถ้าตกใจและขายออกไปก็มีโอกาสขายขาดทุน”

สุกิจ อธิบายว่าสินทรัพย์ประเภทพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade เป็นตราสารหนี้ที่มีนักลงทุนต้องการลงทุนตลอดเวลา เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้, ประกันสังคม, กบข. หรือบริษัทประกันชีวิต เพราะนักลงทุนสถาบันเหล่านี้ เชื่อว่าเป็นตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี

jumboslot

“ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีทั้งพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ และถ้าเชื่อว่าตราสารหนี้ที่ลงทุนมีความปลอดภัยในระยะยาว เพียงแต่วันนี้มีความผันผวน ราคาปรับลดลง ย่อมเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน” สุกิจ แนะนำ

วิน แนะนำเพิ่มว่า ทางเลือกสำหรับผู้ที่ถือกองทุนรวมตราสารหนี้ คือ โยกมากองทุนรวมตลาดเงิน เพราะมีนโยบายลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกือบทั้งหมด “พันธบัตรรัฐบาล มีรัฐบาลค้ำประกัน 100% แปลว่า มีความมั่นคง”

slot

คำแนะนำ สำหรับมือใหม่

ถ้าสนใจลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ในช่วง COVID-19 วิน แนะนำว่า “ลงทุนได้เลย” เพราะจังหวะแบบนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อ ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าสนใจ คือ ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Dollar Cost Average : DCA) เพราะกองทุนรวมได้ถูกออกแบบให้ลงทุนระยะยาวเพื่อสะสมเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ

“มือใหม่ อาจเริ่มต้นจากกองทุนรวมตลาดเงิน ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี เพราะมีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูงและมีคุณภาพดี เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดี และถ้ารับความเสี่ยงและต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสูงกว่ากองทุนรวมตลาดเงิน แนะนำกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไปที่เปิดให้ผู้ลงทุนซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ (Daily Fixed Income)” วิน แนะนำ

โดยปกติ ตราสารหนี้มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน ความผันผวนของราคาอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

“ตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ดูแลเงินต้นของผู้ลงทุน ถือเป็นตัวช่วยประคองพอร์ตลงทุนโดยรวมในช่วงตลาดผันผวน ดังนั้น จึงควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละคน”

สุกิจ อธิบายเพิ่มเติมว่า ตราสารหนี้ถือเป็นทางเลือกที่จำเป็นในการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง ที่สำคัญมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์การลงทุนบางประเภท เช่น หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ “ในช่วงวิกฤติ ควรเน้นลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น เพื่อลดความผันผวนของอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ (Duration) และเลือกลงทุนตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี นั่นคือ ระดับ Investment Grade ขึ้นไป ที่สำคัญโดยปกติแล้วผู้จัดการกองทุนก็จะปรับพอร์ตของตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อยู่แล้ว ดังนั้น ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ของตัวเองจะไม่ปลอดภัย”

หมายเหตุ: บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ดัชนีตราสารหนี้

เครื่องมือที่ผู้ลงทุนใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม หรือของกลุ่มตราสารหนี้ที่สอดคล้องกับการลงทุน เช่น ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล, ดัชนีหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ดัชนีตราสารหนี้สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะวัด

jumbo jili

• ประโยชน์ของดัชนีตราสารหนี้
ดัชนีตราสารหนี้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้บริหารกองทุนใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ และวัดความสามารถในผลการดำเนินงานของตนเทียบกับผลตอบแทนของตลาดโดยรวม ในขณะเดียวกันนักลงทุนรายย่อยสามารถใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุน เพื่อประโยชน์ในการเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนและสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วไป ดัชนีเป็นเครื่องมือที่ช่วยติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดและยังใช้ในการวางกลยุทธ์ในการบริหารการลงทุนที่เหมาะสมได้ด้วย

• ประเภทของดัชนีตราสารหนี้
ดัชนีตราสารหนี้มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะและวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ โดยดัชนีที่ ThaiBMA จัดทำขึ้นแบ่งได้เป็นประเภทหลักๆ ดังนี้

  1. แบ่งตามประเภทตราสารหนี้
    การแบ่งด้วยวิธีการนี้เป็นการแบ่งตามความต้องการใช้งานตามประเภทของตราสารหนี้ เช่น ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Government bond index), ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE bond index), ดัชนีหุ้นกู้ระดับน่าลงทุน (Investment grade corporate bond index) เป็นต้น
  2. แบ่งตามวิธีคำนวณ
  • Clean price bond index เป็นดัชนีที่คำนวณจากราคาตราสารหนี้ที่ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีประเภทนี้จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาและอายุคงเหลือของตราสารหนี้เท่านั้น

สล็อต

  • Gross price bond index เป็นดัชนีที่คำนวณจากราคาตราสารหนี้ที่รวมดอกเบี้ยค้างรับ ซึ่งจะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ราคา, อายุคงเหลือและดอกเบี้ยค้างรับ
  • Total return bond index เป็นดัชนีที่นอกจากจะรวมเอสดอกเบี้ยค้างรับในการคำนวณแล้ว ยังได้รวมเอาดอกเบี้ยจากการลงทุน (Coupon interest) มารวมเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณด้วย ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงผลตอบแทนโดยรวมของการลงทุนในตราสารหนี้
    • ดัชนีตราสารหนี้ที่จัดทำและเผยแพร่โดย ThaiBMA
    ThaiBMA จัดทำ ดัชนีตราสารหนี้โดยแยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล และดัชนีหุ้นกู้เอกชน
    o ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (ThaiBMA Government Bond indices)
    ดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลประเภท Loan Bond (หรือที่ขึ้นต้นตามสัญลักษณ์ ThaiBMA ด้วยอักษร LB) โดยจะประกอบด้วยข้อมูลย่อย เช่น Average yield, Average duration และ Average convexity ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของ yield, duration และ convexity ของกลุ่มพันธบัตรที่ใช้ในการคำนวณดัชนี ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลแต่ละรุ่น
    นอกจากกลุ่มดัชนีพันธบัตรรัฐบาลรวมที่ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลทุกรุ่นแล้ว ThaiBMA ยังได้จัดทำดัชนีพันธบัตรรัฐบาลแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก 5 กลุ่มโดยแบ่งตามอายุคงเหลือ ได้แก่
    1) กลุ่มอายุคงเหลือระหว่าง 1 ถึง 3 ปี
    2) กลุ่มอายุคงเหลือระหว่าง 3 ถึง 7 ปี
    3) กลุ่มอายุคงเหลือระหว่าง 7 ถึง 10 ปี

สล็อตออนไลน์

4) กลุ่มอายุคงเหลือมากกว่า 10 ปี
5) กลุ่มอายุคงเหลือน้อยกว่า 10 ปี
ทั้งนี้การลงทุนในตราสารหนี้ส่วนใหญ่ มักจะมีการแบ่งการลงทุนตามช่วงอายุต่างๆ ของตราสารหนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทน และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นและยาวจะไม่เท่ากัน การจัดทำดัชนีตราสารหนี้แยกเป็นกลุ่มย่อยๆ จะช่วยให้มีเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวที่ละเอียดขึ้นตลอดจนใช้เปรียบเทียบกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันได้
o ดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน (Investment Grade Corporate Bond index)
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยด้วยกัน คือ หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB ขึ้นไป และ BBB+ ขึ้นไป โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจะเป็นแบบจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ การจัดทำดัชนีหุ้นกู้แยกต่างหากจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาลก็เพื่อให้สามารถวัดความเคลื่อนไหวของการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนซึ่งเป็นเครื่องมือวัดผลการดำเนินงานของพอร์ทการลงทุนหรือของกองทุนต่างๆได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาของหุ้นกู้มีลักษณะเฉพาะและอาจแตกต่างจากความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาล ThaiBMA ได้เริ่มจัดทำดัชนีหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นมา
o ดัชนีหุ้นกู้ที่คิดคำนวณจากข้อมูล Mark-to-Market (MTM Corporate Bond indices)
ดัชนีหุ้นกู้ที่คิดคำนวณจากข้อมูล Mark-to-Market ดัชนีนี้จะมีความละเอียดมากกว่า Investment Grade Corporate Bond Index โดยจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ ตามอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป, ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป, ตั้งแต่ BBB+ ขึ้นไป และตั้งแต่ A- ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังคำนวณแยกตามช่วงอายุคงเหลือในแต่ละอันดับเครดิต เหมือนกับดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน และยังเพิ่มช่วงอายุคงเหลืออีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มของหุ้นกู้ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 10 ปี ซึ่งกลุ่มนี้จะครอบคลุมหุ้นกู้ทั้งหมด

jumboslot

รวมถึงหุ้นกู้ที่มีอายุไม่ถึง 1 ปีอีกด้วย ได้เริ่มจัดทำดัชนีหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นต้นมา
MTM Corporate bond index จะต่างจาก Investment Grade Corporate bond Index โดยหลักคือจะใช้ราคา Mark-to-Market ณ สิ้นวันมาใช้ในการคำนวณดัชนีและจะไม่ได้คำนึงถึงสภาพคล่องของตราสารแต่ละตัว แต่จะใช้ตราสารทั้งหมด (Fixed coupon with no option embedded) ที่มีอันดับเครดิตมาใช้ในการคำนวณดัชนี อาจกล่าวได้ว่า Mark-to-Market Corporate Bond Index จะมีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับราคาตลาดของหุ้นกู้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Investment Grade Corporate Bond Index เพราะมีการนำราคา Mark-to-Market ณ สิ้นวันมาใช้ในการคำนวณค่าดัชนี
o ดัชนี Zero Rate Return (ZRR index)
ดัชนีวัดการลงทุนในตราสารหนี้อายุคงที่ที่ปราศจากความเสี่ยง เช่น ZRR 1 Year Index เป็นดัชนีวัดการลงทุนในตราสารหนี้ที่ไร้ความเสี่ยงที่มีอายุคงที่ที่ 1 ปี โดยวันฐานของดัชนีจะเริ่มต้นที่ 100 ในวันที่ 2 มกราคม 2545 ดัชนีนี้จะมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบพอร์ตการลงทุนที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้โดยกำหนดอายุเฉลี่ยของพอร์ตลงทุนที่คงที่

slot

o ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Owned Enterprise Index)
ดัชนีวัดการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ วันฐานของดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจนี้เริ่มต้นที่ 100 ในวันที่ 1 สิงหาคม 2549 โดยพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่นำมาคำนวณหาดัชนี จะรวมพันธบัตรรัฐวิสาหกิจทั้งที่ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังและไม่ค้ำประกัน ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่นำมาคำนวณดัชนีนั้นจะมีเกณฑ์คัดเลือกและสูตรการคำนวณดัชนีเช่นเดียวกับดัชนีพันธบัตรรัฐบาล อาทิ ณ วันคำนวณหาดัชนี ตราสารที่นำมาคำนวณต้องมีอายุคงเหลือ (TTM) มากกว่า 14 วัน ต้องเป็นประเภทจ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed coupon) เป็นต้น
o ดัชนีตราสารหนี้ไทย (Composite Index)
เป็นดัชนีวัดการลงทุนตราสารหนี้ทุกประเภทในตลาดตราสารหนี้ไทย การจัดทำดัชนีตราสารหนี้ประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความเคลื่อนไหวของการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งตลาด วันฐานของดัชนีตราสารหนี้ไทยนี้เริ่มต้นที่ 100 ในวันที่ 1 กันยายน 2549 โดยดัชนีตราสารหนี้ไทย จะคำนวณจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาล, ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจทั้งที่ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังและไม่ค้ำประกัน และดัชนีหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน (Corporate Bond Index BBB up)

เครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนในตราสารหนี้เบื้องต้น

เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)

jumbo jili

• อัตราผลตอบแทน (Yield Curve)
การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนและราคาของตราสารหนี้นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เมื่ออัตราผลตอบแทน (Yield) ในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคา ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจและการวางกลยุทธ์ในการลงทุน ในขณะที่ผู้ออกตราสารหนี้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นอัตราผลตอบแทน ในการพิจารณาต้นทุนการออกตราสารหนี้ของตนเปรียบเทียบกับเส้นอัตราผลตอบแทน
• เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) คืออะไร
เส้นอัตราผลตอบแทน คือ เส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนกับอายุคงเหลือ (Time to maturity) ของตราสารหนี้ แต่ละจุดบน Yield curve จะบอกให้เราทราบว่า อัตราผลตอบแทนที่ตลาดต้องการสำหรับตราสารหนี้แต่ละช่วงอายุเป็นเท่าไร โดยปกติเราจะใช้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ณ ช่วงอายุต่างๆ มาสร้าง เส้นอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ (Risk-free yield curve) ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้คำนวณอัตราผลตอบแทนสำหรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่างๆได้
เส้นอัตราผลตอบแทนที่ ThaiBMA จัดทำและเผยแพร่ คือ ThaiBMA Government bond yield curve โดยเผยแพร่ในเวลาประมาณ 16.00 น. ของทุกวันทำการ และถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ตลาดตราสารหนี้นำไปใช้อ้างอิงและใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรและหุ้นกู้เพื่อจำหน่ายในตลาดแรก การใช้เป็นเครื่องมือการคำนวณเพื่อหามูลค่ายุติธรรมในการบันทึกบัญชี รวมทั้งเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจดำเนินนโยบายและกลยุทธ์การลงทุน

สล็อต

• รูปร่างของเส้นอัตราผลตอบแทน
ปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ นโยบายทางการเงินของรัฐบาล สภาพคล่องในระบบการเงิน มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเส้น Yield curve และจะทำให้ Yield curve มีรูปร่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา โดยรูปร่างของ Yield curve สามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบดังนี้

  1. แบบปกติ (Normal yield curve or Upward sloping yield curve) มีลักษณะเป็นเส้นลาดชันขึ้นจากซ้ายไปขวา คือ Yield ของพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือสั้นจะต่ำกว่า Yield ของพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาว แสดงให้เห็นว่า ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เราจึงเรียกว่าเส้นอัตราผลตอบแทนแบบนี้ว่า แบบปกติ
  2. แบบลาดลง (Inverted yield curve or Downward sloping yield curve) มีลักษณะตรงข้ามกับแบบปกติ คือ เป็นเส้นกราฟลาดลงจากซ้ายไปขวา พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรที่มีอายุสั้น ซึ่ง Yield curve ลักษณะนี้จะพบเมื่อตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง
  3. แบบหลังเขา (Humped yield curve) เส้นจะลาดชันขึ้นจากซ้ายไปขวาและวกต่ำลงเมื่ออายุคงเหลือของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น
  4. แบบแบนราบ (Flatted yield curve) เป็นลักษณะของอัตราผลตอบแทนที่เท่ากันทุกช่วงอายุของตราสารหนี้

สล็อตออนไลน์

เครื่องมือที่ผู้ลงทุนใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม หรือของกลุ่มตราสารหนี้ที่สอดคล้องกับการลงทุน เช่น ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล, ดัชนีหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ดัชนีตราสารหนี้สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะวัด
• ประโยชน์ของดัชนีตราสารหนี้
ดัชนีตราสารหนี้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้บริหารกองทุนใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ และวัดความสามารถในผลการดำเนินงานของตนเทียบกับผลตอบแทนของตลาดโดยรวม ในขณะเดียวกันนักลงทุนรายย่อยสามารถใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุน เพื่อประโยชน์ในการเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนและสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วไป ดัชนีเป็นเครื่องมือที่ช่วยติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดและยังใช้ในการวางกลยุทธ์ในการบริหารการลงทุนที่เหมาะสมได้ด้วย

jumboslot

• ประเภทของดัชนีตราสารหนี้
ดัชนีตราสารหนี้มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะและวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ โดยดัชนีที่ ThaiBMA จัดทำขึ้นแบ่งได้เป็นประเภทหลักๆ ดังนี้

  1. แบ่งตามประเภทตราสารหนี้
    การแบ่งด้วยวิธีการนี้เป็นการแบ่งตามความต้องการใช้งานตามประเภทของตราสารหนี้ เช่น ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Government bond index), ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE bond index), ดัชนีหุ้นกู้ระดับน่าลงทุน (Investment grade corporate bond index) เป็นต้น
  2. แบ่งตามวิธีคำนวณ
  • Clean price bond index เป็นดัชนีที่คำนวณจากราคาตราสารหนี้ที่ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีประเภทนี้จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาและอายุคงเหลือของตราสารหนี้เท่านั้น
  • Gross price bond index เป็นดัชนีที่คำนวณจากราคาตราสารหนี้ที่รวมดอกเบี้ยค้างรับ ซึ่งจะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ราคา, อายุคงเหลือและดอกเบี้ยค้างรับ
  • Total return bond index เป็นดัชนีที่นอกจากจะรวมเอสดอกเบี้ยค้างรับในการคำนวณแล้ว ยังได้รวมเอาดอกเบี้ยจากการลงทุน (Coupon interest) มารวมเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณด้วย ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงผลตอบแทนโดยรวมของการลงทุนในตราสารหนี้
    • ดัชนีตราสารหนี้ที่จัดทำและเผยแพร่โดย ThaiBMA
    ThaiBMA จัดทำ ดัชนีตราสารหนี้โดยแยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล และดัชนีหุ้นกู้เอกชน

slot

o ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (ThaiBMA Government Bond indices)
ดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลประเภท Loan Bond (หรือที่ขึ้นต้นตามสัญลักษณ์ ThaiBMA ด้วยอักษร LB) โดยจะประกอบด้วยข้อมูลย่อย เช่น Average yield, Average duration และ Average convexity ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของ yield, duration และ convexity ของกลุ่มพันธบัตรที่ใช้ในการคำนวณดัชนี ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลแต่ละรุ่น
นอกจากกลุ่มดัชนีพันธบัตรรัฐบาลรวมที่ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลทุกรุ่นแล้ว ThaiBMA ยังได้จัดทำดัชนีพันธบัตรรัฐบาลแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก 5 กลุ่มโดยแบ่งตามอายุคงเหลือ ได้แก่
1) กลุ่มอายุคงเหลือระหว่าง 1 ถึง 3 ปี
2) กลุ่มอายุคงเหลือระหว่าง 3 ถึง 7 ปี
3) กลุ่มอายุคงเหลือระหว่าง 7 ถึง 10 ปี
4) กลุ่มอายุคงเหลือมากกว่า 10 ปี
5) กลุ่มอายุคงเหลือน้อยกว่า 10 ปี
ทั้งนี้การลงทุนในตราสารหนี้ส่วนใหญ่ มักจะมีการแบ่งการลงทุนตามช่วงอายุต่างๆ ของตราสารหนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทน และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นและยาวจะไม่เท่ากัน การจัดทำดัชนีตราสารหนี้แยกเป็นกลุ่มย่อยๆ จะช่วยให้มีเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวที่ละเอียดขึ้นตลอดจนใช้เปรียบเทียบกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันได้
o ดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน (Investment Grade Corporate Bond index)
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยด้วยกัน คือ หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB ขึ้นไป และ BBB+ ขึ้นไป โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจะเป็นแบบจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ การจัดทำดัชนีหุ้นกู้แยกต่างหากจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาลก็เพื่อให้สามารถวัดความเคลื่อนไหวของการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนซึ่งเป็นเครื่องมือวัดผลการดำเนินงานของพอร์ทการลงทุนหรือของกองทุนต่างๆได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาของหุ้นกู้มีลักษณะเฉพาะและอาจแตกต่างจากความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาล ThaiBMA ได้เริ่มจัดทำดัชนีหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นมา
o ดัชนีหุ้นกู้ที่คิดคำนวณจากข้อมูล Mark-to-Market (MTM Corporate Bond indices)
ดัชนีหุ้นกู้ที่คิดคำนวณจากข้อมูล Mark-to-Market ดัชนีนี้จะมีความละเอียดมากกว่า Investment Grade Corporate Bond Index โดยจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ ตามอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป, ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป, ตั้งแต่ BBB+ ขึ้นไป และตั้งแต่ A- ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังคำนวณแยกตามช่วงอายุคงเหลือในแต่ละอันดับเครดิต เหมือนกับดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน และยังเพิ่มช่วงอายุคงเหลืออีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มของหุ้นกู้ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 10 ปี ซึ่งกลุ่มนี้จะครอบคลุมหุ้นกู้ทั้งหมด รวมถึงหุ้นกู้ที่มีอายุไม่ถึง 1 ปีอีกด้วย ได้เริ่มจัดทำดัชนีหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นต้นมา
MTM Corporate bond index จะต่างจาก Investment Grade Corporate bond Index โดยหลักคือจะใช้ราคา Mark-to-Market ณ สิ้นวันมาใช้ในการคำนวณดัชนีและจะไม่ได้คำนึงถึงสภาพคล่องของตราสารแต่ละตัว แต่จะใช้ตราสารทั้งหมด (Fixed coupon with no option embedded) ที่มีอันดับเครดิตมาใช้ในการคำนวณดัชนี อาจกล่าวได้ว่า Mark-to-Market Corporate Bond Index จะมีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับราคาตลาดของหุ้นกู้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Investment Grade Corporate Bond Index เพราะมีการนำราคา Mark-to-Market ณ สิ้นวันมาใช้ในการคำนวณค่าดัชนี

ส่วนประกอบของตราสารหนี้

แม้ว่าตราสารหนี้จะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายประเภทดังที่กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้า แต่ส่วนประกอบหลักของตราสารหนี้ทุกประเภทนั้นจะมีเหมือนกันหมด ดังต่อไปนี้

  1. มูลค่าที่ตราไว้/ มูลค่าหน้าตั๋ว (Par value) คือ มูลค่าเงินต้นที่ผู้ออกตราสารหนี้สัญญาจะชำระคืนให้กับผู้ลงทุนตราสารหนี้เมื่อครบกำหนดอายุไถ่ถอน ทั้งนี้ ตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะกำหนดPar value ที่ 1,000 บาทต่อหน่วย

jumbo jili

  1. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกตราสารหนี้สัญญาจะจ่ายให้กับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ตามงวดที่กำหนดตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ๆ โดยสามารถกำหนดเป็น “ดอกเบี้ยคงที่” หรือ “อัตราดอกเบี้ยลอยตัว” ก็ได้ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่จะได้รับคำนวณโดยการนำ Coupon rate คูณกับ Par valueเช่น 8% ต่อปีคูณกับ 1,000 จะได้ Coupon เท่ากับ 80 บาทส่วนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยต่างๆ เช่น อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี(ณ เวลานั้นอยู่ที่ 0.5%) +1%เป็นต้นจะได้ Coupon rateที่ 1.5% คิดเป็น Coupon เท่ากับ 15 บาท เป็นต้น
  2. งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) เป็นการระบุจำนวนงวดของการจ่ายดอกเบี้ยต่อปี เช่น จ่ายทุก 6 เดือน (2 ครั้งต่อปี), จ่ายทุกไตรมาส (4 ครั้งต่อปี) เป็นต้นทั้งนี้ ตราสารหนี้ส่วนใหญ่ในตลาดโดยเฉพาะพันธบัตรภาครัฐจะกำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน
  3. วันที่เสนอขาย (Issue Date) คือ วันที่มีการเสนอขายตราสารหนี้นั้น ๆ
  4. วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity date) คือ วันครบกำหนดอายุของตราสารหนี้ซึ่งผู้ออกจะต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยงวดสุดท้าย (ถ้ามี) ให้กับผู้ลงทุนในตราสารหนี้
  5. อายุของตราสารหนี้ (Issue Term/Tenor) ซึ่งจะมีทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น และ ตราสารหนี้ระยะยาว ทั้งนี้ สำหรับตราสารหนี้ภาครัฐจะใช้เกณฑ์อายุที่ 365 วันเป็นตัวกำหนด หากอายุไม่เกิน 365 วันจะเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น หากอายุมากกว่า 365 วัน จะเป็นตราสารหนี้ระยะยาว ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนจะใช้เกณฑ์อายุที่ 270 วันเป็นตัวกำหนด หากอายุไม่เกิน 270 วันจะเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น หากอายุมากกว่า 270 วันจะเป็นตราสารหนี้ระยะยาว

สล็อต

  1. ชื่อผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer name) เป็นการระบุว่าใครเป็นผู้ออกตราสารหนี้นั้น ซึ่งหลัก ๆ ก็จะมี 2 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐและ ภาคเอกชน นั่นเอง
  2. ประเภทของตราสารหนี้ (Type) เป็นการระบุประเภทของตราสารหนี้นั้น เช่น หุ้นกู้มีประกัน/ไม่มีประกันหุ้นกู้ด้อยสิทธิ/ไม่ด้อยสิทธิ เป็นต้น
  3. อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) เป็นข้อมูลที่แสดงถึงการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ อันดับความน่าเชื่อถือที่สูงก็ถือว่ามีความปลอดภัยสูง หรือแปลได้ว่า มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระเงินต้นคืน ค่อนข้างต่ำ อันดับความน่าเชื่อถือนี้จะประเมินจากประวัติทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ โดยบริษัทจัดอันดับเครดิตเป็นผู้ทำการประเมิน
  4. เงื่อนไขพิเศษ (Options)เป็นการระบุถึงสิทธิพิเศษที่ให้แก่ผู้ออกตราสารหนี้ / ผู้ลงทุนตราสารหนี้ ในการเลือกที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น ผู้ออกมีสิทธิในการไถ่ถอนตราสารหนี้ก่อนกำหนด (Call option), ผู้ลงทุนมีสิทธิในการขายคืนตราสารหนี้ก่อนกำหนด (Put option), ผู้ลงทุนมีสิทธิในการแปลงสภาพของตราสารหนี้ (Convert option) เป็นต้น
  5. ข้อสัญญา (Covenants) เป็นเงื่อนไขที่ผู้ออกหุ้นกู้จะต้องปฏิบัติ (Affirmative covenants) หรือ ต้องไม่ปฏิบัติ (Negative covenants) สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ลงทุนในตราสารหนี้นั้น ๆ เช่น กำหนดให้ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio) ให้ไม่เกินอัตราที่ระบุไว้ เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

วิธีอ่านสัญลักษณ์ตราสารหนี้
เนื่องจากจำนวนรุ่นของตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ออกเสนอขายในตลาดมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดสัญลักษณ์ของตราสารหนี้ให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสื่อความหมายให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจตรงกัน โดยท่านอาจสังเกตตัวอย่างได้จากตารางในหน้าที่ผ่านมา ซึ่งจะพบสัญลักษณ์ของตราสารหนี้ปรากฏอยู่ควบคู่กับราคา และอัตราผลตอบแทน
ThaiBMA ได้กำหนดมาตรฐานสัญลักษณ์ตราสารหนี้และประกาศใช้เมื่อปี 2543 ตั้งแต่ยังมีสถานะเป็นศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (ThaiBDC) หลังจากเปลี่ยนสถานะเป็นสมาคม ThaiBMA ได้ปรับปรุงมาตรฐานการกำหนดสัญลักษณ์ตราสารหนี้ เพื่อให้รองรับตราสารหนี้ระยะสั้นที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA โดยประกาศใช้ในปี 2549 และเพื่อรองรับปริมาณการออกตราสารหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น ThaiBMA ได้ปรับปรุงสัญลักษณ์ตราสารหนี้อีกครั้ง ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2551 โดยสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากมาตรฐานที่ประกาศใช้ในปี 2549 นั้นประกอบด้วย

  • การขยายชื่อย่อของบริษัทหรือองค์กรที่ออกตราสารหนี้จากที่กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 4 ตำแหน่งเป็นไม่เกิน 6 ตำแหน่ง และในกรณีที่ผู้ออกเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ก็ให้ใช้ชื่อย่อเดียวกันกับที่ใช้อ้างอิงในหุ้นสามัญ
  • หลักเกณฑ์การกำหนดสัญลักษณ์ที่ปรับปรุงใหม่จะใช้เหมือนกันทั้งตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน ได้แก่ หลักเกณฑ์สำหรับตราสารหนี้ระยะยาว ระยะสั้น และตราสารหนี้ประเภทไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Perpetual Bond) การเปลี่ยนแปลงข้างต้น ส่งผลให้สัญลักษณ์ตราสารหนี้มีความยาวสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 12 ตัวอักษร จากเดิมที่ไม่เกิน 8 ตัวอักษร

jumboslot

การลงทุนในตราสารหนี้มีประโยชน์อย่างไร

  1. ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร แต่มีความเสี่ยงที่ต่ำใกล้เคียงกัน: ปัจจุบัน (2560)การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารให้ดอกเบี้ยเพียง0.25-0.75%เท่านั้นขณะที่พันธบัตรออมทรัพย์ที่ถือว่าปราศจากความเสี่ยงในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 3% และหากผู้ลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงในระดับที่สูงขึ้นได้ ก็สามารถที่จะเลือกลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือและมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ซึ่งจะเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ขึ้นไปอีก
  2. เป็นแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้: ตราสารหนี้เป็นพันธะสัญญาที่ระบุไว้อย่างชัดเจนให้ผู้ออกตราสารหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามจำนวนงวดที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ จนกระทั่งเมื่อครบกำหนดอายุไถ่ถอนก็จะต้องจ่ายคืนเงินต้นทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้าย (ถ้ามี)อีกด้วย ทำให้ง่ายต่อการคาดการณ์ว่าในแต่ละปีจะมีรายได้จากดอกเบี้ยปีละเท่าไร และจะได้ในช่วงเวลาใด จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ที่แน่นอนสม่ำเสมอ

slot

  1. เงินลงทุนมั่นคงปลอดภัย: ตราสารหนี้ของภาครัฐถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Risk-free) เนื่องจากมีรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ออกตราสารหนี้ ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนนักลงทุนสามารถที่จะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทที่สนใจลงทุนได้จาก อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating)ดังภาพ ซึ่งจะเห็นว่ายิ่งอยู่ในอันดับที่สูงก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่ำ
  2. ตัวช่วยในการลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอการลงทุน:เนื่องจากตราสารหนี้จัดเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงทำให้กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เป็นที่นิยมในการนำไปใช้ประกอบการจัดกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอการลงทุน
  3. สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยไม่ต้องรอครบกำหนดอายุไถ่ถอน: ตราสารหนี้มีตลาดรองที่เปิดให้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือได้โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดอายุ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผู้ลงทุนต้องพึงระวัง คือ สภาพคล่องในการซื้อขายซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามแต่ตราสารหนี้นั้น ๆ