ทางรอดของการลงทุนตราสารหนี้

ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงจากจุดสูงสุดจนถึงจุดต่ำสุดในช่วงเวลานั้น (Peak to Trough) กว่า 10% ในช่วงระหว่าง ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ด้วยระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น

jumbo jili

ซึ่งเป็นการปรับลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2015 ซึ่งปัจจัยหลักที่กระทบตลาดหุ้นคงหนีไม่พ้นความกังวลที่อัตราดอกเบี้ย ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury/Bond Yield) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยด้านลบของทั้งตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้อยู่แล้ว โดยเกิดจากสาเหตุหลัก 3 ประการที่เด่นชัด คือ ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด อุปสงค์ และอุปทานของตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐฯ

ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญที่บ่งชี้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด และผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ 2% คือ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ โดย ข้อมูลอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานในสหรัฐฯ ล่าสุดเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น +2.9% จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤต Hamburger ปี 2009 โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับอัต ราเงินเฟ้อ กล่าวคือ ถ้าอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นเช่นกัน

แผนภาพที่ 1: ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างรายชั่วโมงกับอัตราการใช้จ่ายส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่รวมถึงราคาอาหารและพลังงาน

สล็อต

สาเหตุอีกประการที่ทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดจากทั้งด้านอุปสงค์ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการประกาศลดงบดุล (Balance Sheet) ของ Fed และท่าทีของยุโรปรวมถึงญี่ปุ่นที่อาจมีการทยอยลดการเพิ่มปริมาณเงินในอนาคต ซึ่งคาดการณ์ว่าจะทำให้สภาพคล่องที่เคยอัดฉีดเข้ามาตลอดจะหมดไปในช่วงปลายปี 2019 และอุปทานของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากการออกแผนปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่นำโดยนาย Donald Trump

โดยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% รวมถึงลดภาษีบุคคลธรรมดา และเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับบุคคลธรรมดาอีก 2 เท่า ถึงแม้จะเป็นการกระตุ้นภาคการบริโภคได้เป็นอย่างดี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องคงรายรับเพื่อไม่ให้ฐานะทางการคลังขาดดุลด้วยการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น และเพื่อจูงใจนักลงทุนให้เข้าไปซื้อพันธบัตร รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และส่งผลให้ตลาดพันธบัตรมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดหุ้นในระยะ 1 – 2 ปีข้างหน้าอาจไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากราคาหุ้นปรับลดลงเพื่อให้เหมาะสมกับการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น หรือที่นักวิเคราะห์เรียกกันว่า Healthy Correction และการเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ก็สอดคล้องกับมุมมองของคณะกำกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) ที่ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและ ควบคุมไม่ให้เงินเฟ้อมากเกินเป้าหมายที่ 2% ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ประมาณ 3 ครั้งในปีนี้

สล็อตออนไลน์

Source: Committee for a Responsible Federal Budget (CRFB), TISCO Economic Strategy Unit (ESU)

ถึงแม้การลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่น่ากังวลยามดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นในช่วง เริ่มต้น แต่สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้จำกัด และเลือกกระจายการลงทุนไปที่สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ของพอร์ตการลงทุน นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยของตลาดตราสารหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป อาจต้องคำนึงถึงคุณภาพของตราสาร (Credit Rating) ที่เข้าไปลงทุน รวมไปถึงอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสาร (Duration) ด้วยเพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตราสารหนี้

jumboslot

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ถ้าไม่ติดตามสถานการณ์ และปรับพอร์ตให้เหมาะสมเช่นเดียวกับการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) การลงทุนตราสารหนี้อาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่ควรจะเป็น โดยทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น เช่น แนวโน้มของประเทศสหรัฐฯ ในปัจจุบันจะส่งผลด้านลบต่อผลตอบแทนของตราสารหนี้ในสหรัฐฯ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ Duration ของตราสารหรือกองทุนตราสารหนี้นั้นๆ ยิ่งค่า Duration มีมากอาจทำให้กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในประเทศสหรัฐฯ ผลตอบแทนลดลงจนสามารถขาดทุนได้ถ้าดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่นักลงทุนบางท่านอาจคิดว่าดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะผลตอบแทนที่ได้ในรูปดอกเบี้ยจะมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้ามีการลงทุนตราสารหนี้อยู่ก่อนแล้วหลังจากนั้น ดอกเบี้ยในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยตราสารหนี้ออกใหม่จะให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่า ณ เงื่อนไขของตราสารหนี้ที่เท่ากัน

slot

ฉะนั้นตราสารหนี้เดิมจะมีราคาที่ซื้อขายกันในตลาดรองที่ลดลงจากราคา หน้าตั๋วเพื่อให้ผู้ที่ซื้อตราสารเดิมต่อจากผู้ลงทุนรายเก่าจะได้อัตราดอกเบี้ยเทียบเท่ากับตราสารหนี้ออกใหม่ เช่น พันธบัตรรัฐบาลมีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ย 2% ต่อปี โดยมีอายุคงเหลือ 1 ปี เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสำหรับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 3% ราคาที่ซื้อขายจะต้องลดลงจากราคาหน้าตั๋ว เพื่อให้การจ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้คิดเป็น 3% จากราคาหน้าตั๋ว ซึ่งในที่นี้จะมีราคาเท่ากับ 990.29 บาท

ซึ่งราคาที่ลดลงไป 9.71 บาท เปรียบเสมือนผลขาดทุนกรณีขายพันธบัตรออกไป ยิ่งไปกว่านั้นยิ่ง Duration ของตราสารมากขึ้น ราคาจะลดลงตามไปด้วยตามตารางการคำนวณดังนี้ ซึ่งจะเห็นว่าถ้าเลือกลงทุนในพันธบัตรที่ Duration 10 ปี และอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมีโอกาสขาดทุนเทียบเท่ากับการลงทุนในหุ้นเลยทีเดียว