ดอกเบี้ยขยับ ต้องปรับพอร์ตตราสารหนี้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนในตราสารหนี้ต่างมีความสุขกับผลตอบแทนที่ได้รับ เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยต้นปีที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้ามาราว 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดถือครองของนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 9.3 แสนล้านบาท

jumbo jili

แต่แล้วหลังจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ได้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลต่อความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ และเริ่มทยอยขายออกอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกา

ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.50 – 1.75% เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 3% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะเดียวกันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5%

ถ้าดูจากตัวเลขที่ปรากฏ ดูเหมือนว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐฯ น่าสนใจมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ของไทย จึงทำให้เกิดแรงขายในตราสารหนี้ของไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับ Bond Yield อายุ 10 ปี ของไทยที่เพิ่มขึ้นสู่จุดที่มากกว่า 2.5% ในรอบ 9 เดือน และ Bond Yield อายุ 2 ปี ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2016 ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงตัวที่ 1.5%

สล็อต

ด้วยแรงขายตราสารหนี้ของไทยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยตรง เนื่องจากความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยกับราคาของตราสารหนี้จะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นราคาของตราสารหนี้จะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ปรับลดลงเมื่อ Mark-to-market หรือการประเมินมูลค่าเมื่อสิ้นวันทำการ

ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ อธิบายว่าถ้าพิจารณาให้ดีผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด เนื่องจากผลตอบแทนของการลงทุนจะต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อด้วย เพื่อสะท้อนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) จากการลงทุน

นั่นคือ Real Yield มักจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยแบบทั่วไป (Nominal Yield) ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุน ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อของสกุลเงินในตราสารนั้นๆ เช่น Bond Yield 10 ปี ของพันธบัตรสหรัฐฯ คือ 2.9% หากหักด้วยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันที่ 2.4% จะได้ Real Yield เพียง 0.5% ขณะที่ Bond Yield 10 ปี ของพันธบัตรไทย คือ 2.5% เมื่อหักด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทย 1.07% จะได้ Real Yield เท่ากับ 1.43%

สล็อตออนไลน์

“ดังนั้น หากคำนึงถึงผลตอบแทนที่แท้จริง ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังคงน่าสนใจอยู่เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา” ณัฐกฤติ กล่าว

ปัจจัยที่ทำให้ Bond Yield ปรับขึ้น ณัฐกฤติกล่าวว่ามาจากอัตราเงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมให้ขยายตัวต่อเนื่องและอยู่ในระยะยาวได้

“ถ้าดูภาวะตลาดดอกเบี้ยในต่างประเทศจะเห็นว่ามีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน นำโดยสหรัฐอเมริกา และปีนี้คาดว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง ทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะ Bond Yield เป็นตัวหนึ่งที่สะท้อนต้นทุนของผู้ประกอบการ เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้หรือไม่ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ขยับเข้าสู่ระดับ 2% ทำให้เฟดก็ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐอเมริกาขยับขึ้น” ณัฐกฤติ อธิบาย

jumboslot

อีกปัจจัยก็คือ Demand และ Supply ของตลาดตราสารหนี้ ซึ่ง Demand มาจากฝั่งของนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุน เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ หรือต้องการพักเงินทุนในกรณีตลาดหุ้นที่มีความไม่แน่นอนในการลงทุน ส่วน Supply ของตราสารหนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากภาครัฐที่ออกตราสารทางการเงิน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้เปิดประมูลพันธบัตรรวมมูลค่าสูงถึง 2.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

มีคำถามว่า Bond Yield ปรับขึ้นระดับไหนที่ต้องระวัง หากดูเฉพาะ Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา หากปรับขึ้นสูงกว่าระดับ 3% ถือเป็นจุดทางเทคนิคที่จะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ปัจจุบันแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่มีทิศทางอยู่ในขาลงมากว่า 30 ปีจะเริ่มกลับเป็นขาขึ้น และในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม เพราะตามทฤษฎีการเงิน ดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ในตลาดถือเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญซึ่งต้องใช้ในการคำนวณอัตราคิดลดหรือ Discount Rate เพื่อนำไปใช้คำนวณมูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด โดย Discount Rate ที่สูงขึ้นจะส่งผลให้มูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ลดลง

slot

สรุปก็คือ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกดดันให้ค่า P/E Ratio ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นลดลง ซึ่ง P/E Ratio ของตลาดจะถูกกดดันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของ Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา

ณัฐพร ธรวงศ์ธวัช ที่ปรึกษาการลงทุน ทิสโก้ เวลธ์ อธิบายว่า เนื่องจากนักลงทุนมักเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ทั้งสอง เช่น หากพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี ตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงมากกว่าจะต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่า 5% ต่อปี เพื่อดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน สำหรับผลตอบแทนของพันธบัตร ตลาดมักใช้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นเกณฑ์

ส่วนผลตอบแทนของหุ้นมักดูจากอัตราผลตอบแทน (Earnings Yield) ซึ่งคิดจากกำไรต่อราคาหุ้น (EPS) หารด้วยราคาต่อหุ้น ซึ่งสะท้อนว่าจะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่หากเข้าลงทุนในหุ้น ณ ราคาปัจจุบัน ซึ่งส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรกับผลตอบแทนหุ้นคือ ค่า Risk Premium ของหุ้น หรือเรียกอีกอย่างว่า Earnings Yield Gap

ปัจจุบัน ตลาดให้ความสำคัญกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี มาก เนื่องจากที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557 ในขณะที่ S&P500 มี Forward P/E ที่ 18 เท่า คิดเป็น Earnings Yield ประมาณ 5% ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของหุ้นกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap) อยู่ที่ 2.3% หมายความว่า หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร 2.3% ซึ่งหากเทียบกับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นแล้วถือว่าต่ำมากและเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี

หากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ปรับขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า Earnings Yield Gap ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรสหรัฐอเมริกาจะยิ่งน้อยลงไปอีก และเป็นความเสี่ยงให้ราคาหุ้นปรับตัวลงได้

“หากผลตอบแทนจากพันธบัตรปรับตัวขึ้นเร็วและแรงเกินไป อาจทำให้ตลาดหุ้นปรับลงแรงได้ เช่นกัน” ณัฐพร บอก

กลยุทธ์ลงทุน

เมื่อเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้จะทำให้ Bond Yield ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และราคาของพันธบัตรปรับตัวลดลง ดังนั้น การลงทุนในสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ต้องพยายามหาตราสารหนี้ที่มีระยะเวลากำหนดไถ่ถอนที่สั้น เพื่อให้สามารถลงทุนตราสารหนี้ตัวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว